พี่น้องมุสลิมที่รักทั้งหลาย ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์(ซ.ล.)นั้น ก่อนที่ท่านจะนอนท่านได้บอกภรรยาสุดที่รักของท่านคือพระนางอาอีซะห์ โดยบอกกับพระนางว่า "โอ้อาอีซะห์เอ๋ย เธออย่าเพิ่งนอน จนกว่าเธอจะได้ทำ 4 ประการต่อไปนี้เสียก่อน และท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์(ซ.ล.)ก็บอกต่อไปว่า

  • เธออย่าเพิ่งนอน จนกว่าเธอจะได้อ่านกุรอานซักจบหนึ่งก่อน
  • เธออย่าเพิ่งนอน จนกว่าเธอจะมั่นใจว่าบรรดานบีคอยช่วยเหลือหรือชะฟาอะห์เธอเสียก่อน
  • เธออย่าเพิ่งนอน จนกว่าพี่น้องมุสลิมทุกคน เขาจะรักและยินดีในตัวเธอ
  • เธออย่าเพิ่งนอน จนกว่าเธอจะได้ทำฮัจยีและอุมเราะห์เสียก่อน

ท่านทั้งหลายครับ ถ้าหากว่าอ่านมาถึงตรงนี้ ท่านทั้งหลายคงจะคิดว่า หากต้องทำ 4 ประการนี้ก่อนจะนอน ก็หมายความว่าชีวิตนี้ไม่มีโอกาสได้นอนแน่ พระนางอาอีซะห์ทูลต่อท่านนบีว่า "ฉันทำไม่ได้" ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์จึงได้อธิบายต่อไปว่า

  • ก่อนนอน อ่านซูร่อตุ้ลอิคลาศ(กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัดฯ) 1 จบ เท่ากับอ่านอัลกุรอาน 1 จบ
  • ก่อนนอน กล่าวอิสติฆฟาร (ขออภัยโทษ)ให้กับมุอ์มินทั้งหมด ก็เท่ากับเราได้ปฎิบัติ หรือทำในสิ่งที่มุอ์มินเขารักเราทั้งหมดแล้ว
  • ก่อนนอนเราจะต้องมีความมั่นใจว่านบีรักเรา จะคอยช่วยเหลือเรา ก็คือด้วยการซอลาวาตให้แก่ท่านนบี
  • และอีกประการหนึ่งก็คือการทำฮัจยีและอุมเราะห์ ก็ด้วยกับการกล่าว "ซุบฮานั้ลลอฮ์ วั้ลฮัมดุลิ้ลลาห์ ว่าลาอี้ลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮื วั้ลลอฮุอักบัร" 1 ครั้ง ก่อนนอน เพียงเท่านี้แหละครับ

นี่คือ 4 ประการที่ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์(ซ.ล.)สอนให้พวกเราได้ปฎิบัติก่อนนอนโดยบอกผ่านพระนางอาอีซะห์ภรรยาของท่าน

เครดิต....อาจาร์การีม วันแอเลาะ

หยุดคิดสักนิด

ก่อนสร้างมัสยิดหลังใหม่

ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ

بسم الله الرّحمن الرّ حيم

الحمد الله ربّ العالمين والعاقبة للمتقين ولا عدوان إلّا على الظالمين وصلى الله على نبيّنا محمّد وعلى آله وأصحابه أجمعين  وبعد

 

          ปัจจุบันความตื่นตัวที่จะสร้างมัสยิดในหมู่มุสลิมถือว่าค่อนข้างสูง สังเกตได้จากการยื่นขอจดทะเบียนมัสยิดกับมางคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเฉพาะในจังหวัดสงขลามีอยู่ถึง 2-3 แห่ง ในแต่ละเดือน

                หลายคนอาจรู้สึกว่า ความตื่นตัวดังกล่าวน่าจะเป็นเรื่องดี ซึ่งถ้าไม่คิดอะไรมากเอาแต่จำนวนมัสยิดมากเข้าว่าก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ความเป็นจริงการยื่นขอจดทะเบียนมัสยิดในหลายที่หลายแห่งกลับสะท้อนความเปราะบางอย่างยิ่งของชุมชนมุสลิมออกมา ซึ่งในกรณีนี้ แทนที่มัสยิดจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของมุสลิม ก็กลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความแตกแยก และอิบาดะฮฺที่ทำกันในมัสยิดนั้น ก็ถูกนำมาใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ความโกรธแค้นชิงชังของคนบางกลุ่ม แทนที่จะเป็นสายเชือกร้อยรัดมวลมุสลิมให้เป็นเอกภาพ ดังเจตนารมณ์ที่อิบาดะฮฺถูกบัญญัตขึ้น

1.เจตนารมณ์แห่งมัสยิด

เมื่อครั้งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) เดินทางถึงมดีนะฮฺหลังการรอนแรมในทะเลทรายนานนับเดือนงานสร้างเชิงวัตถุชิ้นแรกที่ท่านลงมือทำคือสร้างมัสยิด ซึ่งมีนัยยะทางสังคมลึกซึ้งมากกว่าการใช้มัสยิดเป็นเพียงสถานที่ละหมาดอย่างในปัจจุบัน

เป็นความจริงที่กิจกรรมสำคัญสูงสุดของมัสยิดคือ การละหมาด แต่สิ่งที่ผู้คิดก่อสร้างมัสยิดทุกคนต้องตระหนัก คือ การละหมาดเป็นปัจจัยหลักที่นำสู่การรวมตัวของมวลหมู่มุสลิม เป็นการรวมตัวที่นำไปสู่การสร้างคนที่มีระเบียบวินัย ความสนิทสนมรักใคร่ และการช่วยเหลือ เกื้อกูลระหว่างกันและกัน ซึ่งทั้งหมดนี่เกิดขึ้นบนฐานความคิดและจิตใจที่ฝักใฝ่และภักดีต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงนั่นเอง

การรวมตัวในรูปแบบดังกล่าว เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสังคมที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเช่น สังคมมดีนะฮฺขณะนั้น ที่เป็นฮิกมะห์สำคัญของบัญญัติให้มุสลิมละหมาดญะมาอะฮฺ ซึ่งแม้ผู้ละหมาดจะวางเป้าหมายในการปฏิบัติไว้ที่การสร้างความพอพระทัยต่ออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าเป็นหลัก แต่ก็ควรตระหนักว่าความพอพระทัยแห่งอัลลอฮฺนั้นไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการเน้นหนักข้อบัญญัติหนึ่ง  แล้วละเลยหรือฝ่าฝืนข้อบัญญัติอื่นๆของพระองค์ เพราะการกระทำเช่นนั้น คือการแยกส่วนความศรัทธาอันเป็นการกระทำที่ยอมรับไม่ได้ ดังประจักษ์ได้จากพระราชดำรัสแห่งอัลลอฮฺในซูรอฮฺอัลบากอรอฮฺ  อายะฮฺที่85

 

ความว่า : ภายหลังพวกเจ้าก็ต่างฆ่ากันเองและยังขับไล่คนกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเจ้าออกจากหมู่บ้านของพวกเขา โดยที่พวกเจ้าต่างรวมหัวเอาชนะพวกเขาโดยวิธีการอันเป็นบาป และสร้างความอริศัตรูกัน ครั้นถ้าฝ่ายที่พ่ายแพ้มาหาพวกเจ้าในฐานะเชลย พวกเจ้าก็เรียกร้องค่าไถ่ตัวพวกเขา ทั้งๆ ที่การขับไล่พวกเขาออกไปนั้น เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จะศรัทธาแต่เพียงบางส่วนของคัมภีร์และปฏิเสธอีกบางส่วนกระนั้นหรือ?  สิ่งตอบแทนแก่ผู้กระทำเช่นนั้นมิใช่อะไรอื่นนอกจากความอัปยศอดสูในชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ส่วนในวันกิยามะฮ์ พวกเขาจะถูกนำกลับไปสู่การลงโทษอันฉกรรจ์ยิ่ง และอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงเผลอไผลในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกันอยู่

ด้วยเหตุนี้ การละหมาดเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้เป็นดัชนีชี้วัดว่าผู้ปฏิบัติเป็นคนดีอย่างแท้จริง แต่คนดีต้องประกอบด้วยคุณสมบัติและการกระทำอื่นๆ อีกมาก การละหมาดมีบทบาทเสมอเพียงการวางพื้นฐานแห่งความดีเหล่านั้น ดุจดังเสาของบ้านนั่นเองดังความปรากฏในซูรอฮฺอัลบากอรอฮฺ อายะห์ที่ 177

ความว่า: “ใช่ว่าความดีจะอยู่ที่พวกเจ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออกหรือตะวันตกก็หาไม่ หากแต่ความดีที่แท้คือการเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และศรัทธาต่อวันสิ้นโลก ต่อมลาอิกะฮฺ ต่อคัมภีร์ และต่อบรรดาศาสนทูตทั้งหลาย อีกทั้งเป็นผู้หยิบยื่นทรัพย์สินอันเป็นสิ่งที่ตนรักแก่ญาติๆ เด็กกำพร้า คนยากจน คนเดินทาง ผู้ที่ร้องขอและให้ความช่วยเหลือในภาคส่วนของการปลดปล่อยทาสเป็นไท เป็นผู้ที่ดำรงละหมาด จ่ายซะกาต เมื่อให้สัญญาไว้ประการใดแล้วก็รักษาคำมั่นสัญญา  เป็นผู้ที่อดทนในยามทุกข์ยาก อันตราย และในยามเกิดภัยพิบัติคนเหล่านี้คือผู้มีความสัจจริง และคนเหล่านี้คือผู้มีความยำเกรง”

โดยนัยแห่งอายะฮฺนี้ การสร้างมัสยิดจึงต้องไม่คิดเพียงใช้เป็นสถานที่ละหมาด แต่มัสยิดต้องเป็นฐานหลักของการสร้างสรรค์ความดีอย่างเป็นองค์รวมแก่สังคม ซึ่งเมื่อมองไปยังการสร้างมัสยิดของบรมศาสดาจะพบว่าการสร้างมัสยิดในสมัยของท่าน นอกเหนือจากการเป็นสถานที่ละหมาดแล้ว ยังเป็นฐานดำเนินภารกิจสำคัญอีก2 ประการ คือ

1.การสร้างภราดรภาพในสังคม

2.การวางระเบียบทางสังคมตามหลักนิติบัญญัติแห่งอัลกุรอาน

ภายหลังการก่อสร้างมัสยิดนะบะวีย์แล้วเสร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เอกภาพของสังคมและความสงบเรียบร้อยภายใต้หลักกฎหมายที่มีการบังคับใช้อย่างเต็มไปด้วยวิทยปัญญา โดยบรมศาสดาผู้ทรงคุณธรรม

2 มัสยิดที่ย้อนแย้งกับเจตนารมณ์แห่งศาสดา ถือเป็นมัสยิดฏิรอร

เมื่อตระหนักถึงเป้าหมายของการสร้างมัสยิดว่า มุ่งให้เกิดเอกภาพและภราดรในสังคม รวมทั้งต้องการให้มัสยิดเป็นศูนย์กลางในการนำกฎระเบียบแห่งชีวิต ซึ่งถูกตราไว้ในอัลกุรอาน มาเป็นกรอบของการอยู่ร่วมกันแล้ว ก็ควรเข้าใจว่ามัสยิดใดก็ตาม หากสร้างขึ้นแล้วทำให้เอกภาพ - ภารดรภาพในสังคมเสียหาย หรือสร้างขึ้นโดยเจตนาจะล้มล้างกฎระเบียบที่ควบคุมสังคมให้ดำเนินไปตามกรอบอิสลามอยู่ มัสยิดนั้นย่อมถือเป็น “มัสยิดฏิรอร”

มัสยิดฎิรอรปรากฏอยู่ในอัลกุรอานซูรอฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่  107 ดังนี้

 

ความว่า:“อันว่าบรรดาผู้ซึ่งนำมัสยิดมาสร้างภยันตราย ทำให้เกิดสภาวะการปฏิเสธอัลลอฮฺทำให้เกิดสภาวะความแตกแยกในมวลหมู่ผู้ศรัทธา และคอยสอดส่องช่วยเหลือผู้ที่ตั้งตาทำสงครามกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์พวกเขาจะลงทุนสาบถสาบานว่าไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากความดีงาม แต่อัลลอฮฺทรงประจักษ์แจ้งว่าพวกเขามุสา”

อายะฮฺนี้ได้วางหลักเกณฑ์สำหรับชี้ว่ามัสยิดใดเป็นมัสยิดฎิรอรไว้ชัดเจน ได้แก่

2.1 เป็นมัสยิดที่สั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของสังคม

เช่น มัสยิดที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพักพิงซ่องสุมของกลุ่มฝักใฝ่อบายมุข กลุ่มหัวรุนแรง กลุ่มนอกรีต หรือการใช้มัสยิดเป็นฉากบังหน้าของกลุ่มผู้ค้ายาเสพติด เพื่อสร้างภาพว่าตนเอเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ เป็นต้น

ในยุคสมัยที่วัตถุเงินทองเป็นใหญ่เช่นในปัจจุบัน เราอาจพบเห็นมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยกำลังเงินของคนเหล่านี้มากขึ้น มันอาจเป็นมัสยิดที่ใหญ่โต โอ่อ่าโอฬาร กระทั่งสามารถชักจูงใครต่อใครให้หลงติดกับภาพภายนอกที่ดูสวยงามนั้นได้ โดยเฉพาะหากถูกยั่วยวนด้วยตำแหน่งแห่งหนด้วยแล้ว ก็อาจเห็นคนจำนวนมากแห่กันเข้าไปใช้บริการมัสยิดหลังนี้ก็ได้

การยอมรับมัสยิดที่สร้างขึ้นโดยคนที่เป็นภัยต่อสังคม เช่น คนค้ายาเสพติด เท่ากับยอมรับต่อสถานภาพของบุคคลนั้น และเท่ากับยอมรับความชั่ว โดยไม่ได้คิดต่อต้านขัดขวาง แม้จะยังละหมาดอยู่ แต่ย่อมเป็นละหมาดที่ว่างเปล่าไร้ความหมายใดๆ เพราะผู้กระทำทำไปอย่างย้อนแย้งกับพระประสงค์แห่งอัลลอฮฺที่ทรงระบุว่าละหมาดจะช่วยยับยั้งความชั่วช้าเลวทรามได้ จึงแทนที่บุคคลประเภทนี้จะช่วยยับยั้งความชั่วดังพระราชประสงค์ พวกเขากลับกลายเป็นผู้ส่งเสริมความชั่วโดยอ้อมแทน

2.2 เป็นมัสยิดที่ทำลายกฎระเบียบหรือโครงสร้างของสังคมซึ่งยืนอยู่บนหลักการอิสลาม

การศึกษาอิสลามในประเทศไทยไม่ได้ให้น้ำหนักกับความสำคัญของโครงสร้างสังคมมากนัก จึงไม่สามารถผลิตคนที่เคารพกฎระเบียบออกสู่สังคมได้อย่างพอเพียง ในหมู่ผู้เรียนศาสนามีคนพร้อมทำลายกฎเกณฑ์ของสังคมด้วยการสร้างมัสยิดใหม่ โดยไม่คิดขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเหตุผลสำคัญที่นำสู่การก่อสร้าง คือ ไม่ยอมรับต่อกฎระเบียบที่มีการใช้กันอยู่ในชุมชนของตนเอง

ปัจจุบันชุมชนหลายแห่งใช้กฎหุก่มปากัตเพื่อยับยั้งความชั่วตามหลักการอิสลาม เมื่อกฎระเบียบของหุก่มปากัตถูกใช้กับคนที่มีอิทธิพลในชุมชน คนเหล่านี้ก็จะไม่ยอมรับกฎ และใช้วิธีตั้งมัสยิดหรือบาลาเซาะฮฺแห่งใหม่ เพื่อคัดง้างกับมัสยิดเดิม กลายเป็นมัสยิดแห่งการปฏิเสธกฎเกณฑ์ไป

อัลกรุอานได้กล่าวถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง เกี่ยวกับผู้มีอันจะกินทั้งหลายในสังคม ว่าพวกเขามักจะปฏิเสธข้อเรียกร้องของบรรดารอซู้ลเสมอ เหตุผลสำคัญชองการปฏิเสธคือ คิดว่าตนเองควรได้รับการเทิดไว้เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง เพราะพวกตนถึงพร้อมด้วยทรัพย์สินและบริวาร

                โปรดพิจารณาอายะฮฺที่ 34-35 แห่งซูรอฮฺสะบะอ์ซึ่งปรากฏดังนี้

 

 

34-35 ความว่า “ไม่ว่าเราจะส่งศาสนทูตผู้ตักเตือนไปยังเมืองใด ทุกคนจะเผชิญกับผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ซึ่งจะพากันกล่าวกับศาสนทูตว่า เราขอปฏิเสธสิ่งที่พวกท่านนำมาทุกประการ

                พวกเขากล่าวอ้างว่า มีทรัพย์สินและบริวารมากมาย จึงไม่ถูกลงโทษแน่นอน”

ปัจจุบัน หากพิจารณาให้ดี เราจะพบว่าผู้ที่แยกตนออกจากสังคมไปสร้างมัสยิดใหม่ และกลายเป็นแกนนำของมัสยิดฎิรอร มักเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมทั้งสิ้น เพราะลำพังคนยากจนย่อมไม่มีกำลังที่จะทำเช่นนั้นได้

2.3 เป็นมัสยิดที่ก่อให้เกิดความแตกแยกร้าวฉานในชุมชนมุสลิม

                ปัจจุบันความแตกแยกในสังคมมุสลิมค่อนข้างรุนแรง โดยมีสาเหตุสำคัญ 3 ประการได้แก่

2.3.1 ความแตกแยกอันเกิดจากความเห็นต่างทางศาสนา

                ความแตกแยกจากสาเหตุนี้มักมีผู้รู้เป็นหัวขบวน แต่เป็นผู้รู้ที่ผ่านการศึกษาแบบแยกส่วน จึงทำให้ยึดหลักการอิสลามไม่คำนึงถึงความเป็นองค์รวม หรือมีแต่ซุนนะฮฺแต่ขาดวิญญาณแห่งญะมาอะฮฺไป

                ในธรรมชาติที่อัลลอฮฺทรงสร้างนี้ส่วนย่อยของสรรพสิ่งมักมีแขนงแยกย่อยอยู่มากมาย แต่ทั้งหมดล้วนมาจากรากเหง้าเดียวกัน ครั้นเมื่อผู้รู้เหล่านี้ยึดส่วนย่อยมาเป็นแกน และละทิ้งแก่นสำคัญไป สิ่งที่เกิดเป็นผลตามมาคือ การปฏิเสธแขนงย่อยอื่นๆ ที่ล้วนมาจากแก่นเดียวกัน และที่สุดก็คือนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม ซึ่งแสดงออกโดยการแยกมัสยิดนั่นเอง

                ข้ออ้างของผู้แยกมัสยิดส่วนใหญ่อยู่ในประเด็นนี้พวกเขาเพ่งมองส่วนย่อยของซุนนะฮฺเป็นการเฉพาะและไม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างในส่วนนี้ จนในที่สุดก็นำไปสู่การแยกมัสยิด ซุนนะฮฺส่วนย่อยที่พวกเขายึดมั่นยังอยู่กับพวกเขาต่อไป แต่ซุนนะฮฺใหญ่ที่กำหนดให้มุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพได้ถูกทำลายลง

                มัสยิดสองแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกันแม้จะกราบกรานพระเจ้าองค์เดียวกัน หันหน้าไปไปสู่ทิศทางเดียวกัน แต่กลับ ไม่สามารถทำอิบาดะฮฺร่วมกันได้ อิบาดะฮฺเช่นละหมาดญะมาอะฮฺ ซึ่งควรเป็นกรอบหลอมรวมมุสลิมเข้าด้วยกัน กลับเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งแยกคนเป็นกลุ่มก้อนแทน

                อันที่จริง นบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) ผู้เป็นแหล่งกำเนิดแห่งซุนนะฮฺที่แต่ละฝ่ายอ้างถึง เป็นผู้ตระหนักดีถึงธรรมชาติแห่งมนุษย์ ที่แม้จะมีที่มาจากแห่งเดียวกันก็จริงอยู่ แต่ในส่วนปลีกย่อยของชีวิต มีความแตกต่างอยู่มากมาย ท่านจึงยอมรับความเห็นต่างของเหล่าซอฮาบะฮฺที่หลายครั้งได้ตีความคำพูดและการกระทำของท่านไม่ตรงกัน สิ่งที่ท่านเป็นห่วงคือการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันเหล่านี้จะต้องไม่นำไปสู่การแตกแยกแบ่งฝ่ายอย่างเด็ดขาด กระทั่งถึงกับยกให้การสร้างภราดรภาพและความเป็นเนื้อเดียวกันในหมู่มุสลิม มีฐานะสูงส่งกว่าตัวละหมาดด้วยซ้ำไป เช่น ในหะดีษต่อไปนี้

ألا أخبر كم بأفضل من در جة الصلاة والصيام والصدقة ؟ قالو ابلى يا رسول الله , قال صلاح دات البين , فإن فساد دات البين هي الحالقة (رواهالتر مذي في صفة القيامة 2511 وأ بو دا ود في الأدب 4919)

“เอาไหม ฉันจะบอกให้รู้ว่าอะไรล้ำเลิศกว่าการละหมาด การถือศีลอด และการบริจาคทาน” เหล่าซอฮาบะฮฺตอบว่า เอาครับ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺท่านเฉลยว่า คือการสมานรอยร้าว แท้จริงความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามของผู้คนคือตัวทำลายศาสนา”

                โดยนัยแห่งคำสอนเช่นนี้ของบรมศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เหล่าซอฮาบะฮฺจึงเข้าถึงแก่นแห่งศาสนาได้ แม้พวกท่านเหล่านั้นจะมีความเห็นต่างในประเด็นปลีกย่อยมากมาย เช่น ความเห็นต่างระหว่างอุมัรอัลค็อฎฎอบ กับ อับดุลลอฮฺมัสอูด (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ซึ่งอิบนุลกัยยิมระบุในหนังสือเอียะลามุน มุวักกีอีน ว่ามีอยู่ถึง 100 ประเด็นด้วยกัน แต่ทั้งสองคนก็รักใคร่และห่วงใยกันและกัน โดยไม่มีรอยปริแยกใดๆให้เห็น

                ครั้นเมื่ออุมัรลาลับไป ขณะอิบนุมัสอูดมีชีวิตมาจนถึงยุคสมัยอุสมาน อัฟฟาน (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) ท่านก็เห็นแย้งกับอุสมานในเรื่องละหมาดที่มินา อุสมานละหมาดเต็มสี่ร็อกอะฮฺขณะอิบนุมัสอูดเห็นว่าควรละหมาดเพียงสอง ตามแบบอย่างแห่งศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) แต่เมื่อเวลาละหมาดจริงๆท่านกลับละหมาดสี่ร็อกอะฮฺเหมือนอุสมาน

                มีผู้ถามอิบนุมัสอูดว่าเหตุใดจึงละหมาดสี่ร็อกอะฮฺทั้งๆที่เคยคัดค้านอย่างแข็งขันมาก่อน ท่านตอบว่า

الخلاف شر وهو من شيم أهل الأ هواء (أخرجه عبد الرزاق في المصنف 199:2 وأبوداود 1960 والطبراني 386:6 والبيهقي 143:3)

“ความขัดแย้งเป็นสิ่งชั่วร้าย มันเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เดินตามอารมณ์มากกว่า”

2.3.2 ความแตกแยกอันเนื่องจากการแย่งชิงผลประโยชน์

                ที่เห็นบ่อยครั้งที่สุดน่าจะเป็นการแข่งขันชิงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งหากอิหม่ามมัสยิดเข้าไปพัวพันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดแล้ว ก็มักทำให้เกิดรอยร้าวในชุมชน และนำไปสู่การแยกมัสยิดได้

                นี่นับเป็นความเลวร้ายอย่างหนึ่งของผู้ทำการแยกมัสยิด เพราะการแย่งชิงตำแหน่งทางการเมือง จนสูญเสียความเป็นพี่น้องไปก็นับว่าชั่วช้าอย่างยิ่งแล้ว ผู้กระทำการยังซ้ำเติมสังคมด้วยการเอามัสยิดที่เป็นสถาบันเพื่อการหลอมรวมผู้คนให้เป็นเอกภาพ มาเป็นที่ระบายอารมณ์และเป็นเครื่องมือต่อรองของตน จนสังคมต้องแยกออกเป็นฝักฝ่ายอีกด้วย

                การเข้าร่วมกิจกรรมกับมัสยิดเช่นนี้ นับว่าช่วยเพิ่มรอยร้าวในสังคมให้ปริแยกมากขึ้น บุคคลจึงไม่ควรตกเป็นเหยื่อ โดยการเห็นแก่พรรคพวก พี่น้อง จนลืมหลักการแห่งอัลลอฮฺไป

2.3.3 ความแตกแยกอันเนื่องจากความไม่พอใจต่อตัวผู้นำ

                ความไม่พอใจต่อตัวผู้นำเกิดได้ทั้งเมื่อผู้นำปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ หรือเมื่อผู้นำบกพร่องต่อหน้าที่ของตนเอง

                หากปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรงตามอมานะฮฺ ก็สร้างความไม่พอใจต่อผู้สูญเสียผลประโยชน์จากกรทำหน้าที่นั้น

                หากปฏิบัติหน้าที่อย่างขาดตกบกพร่อง ก็สร้างความไม่พอใจแก่ผู้ประสงค์จะเห็นชุมชนเจริญก้าวหน้า

                แต่จะไม่พอใจผู้นำด้วยเหตุผลใดก็ตาม มุสลิมย่อมไม่อาจแบ่งแยกสังคมให้แตกเป็นเสี่ยงด้วยการแยกมัสยิด แยกละหมาดได้ เพราะการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเช่นนั้น จะยิ่งทำให้สังคมอ่อนแอและเปราะบางมากขึ้น จากความห่างเหินระหว่างกัน และความเป็นพี่น้องที่ขาดหายไป มัสยิดและการละหมาดที่นำสู่ภาวะเช่นนี้ จึงย้อนแย้งกับเจตนารมณ์ในการสร้างมัสยิดของศาสนทูตมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) อย่างแน่นอน ดังนั้น จึงไม่สมควรเกิดขึ้นเลย

                หากมัสยิดใหม่เกิดขึ้นโดยกลุ่มผู้ไม่พอใจที่อิหม่ามปฏิบัติหน้าที่จริงจังตามหลักศาสนา จนกระทบผลประโยชน์ของพวกเขา ก็สมควรที่มัสยิดซึ่งพวกเขาสร้างขึ้นจะถูกทำลายโดยคนส่วนใหญ่ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรได้รับการเมินเฉยจากมวลชน เพราะการเข้าไปสนับสนุนเท่ากับไปส่งเสริมความชั่วนั้นเอง

                ส่วนหากมัสยิดใหม่ ถูกสร้างขึ้นเพราะผู้นำในมัสยิดเดิมย่อหย่อนต่อหน้าที่หรือทำอะไรที่ผู้สร้างเห็นว่าผิดพลาดบกพร่อง ก็ควรที่ผู้สร้างมัสยิดจะได้ตระหนักถึงคำสอนของรอซู้ลแห่งอัลลอฮฺนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) ที่ว่า

من رآى من أميره شينا يكرهه فليصبر عليه , فإنه من فارق الجما عة شبرا فمات إلا ميتة جاهلية (أخرجه البخاي فيكتاب الفتن)

                “ผู้ใดเห็นสิ่งที่น่ารังเกียจจากผู้นำของตน ก็จงอดทนได้เถิด (อย่าได้ทำการแยกตัวได้ตั้งกลุ่มใหม่) เพราะใครก็ตามแยกตัวไปจากญะมาอะฮฺแม้เพียงคืบหนึ่ง แล้วตายไปในลักษณะนั้น สภาพของเขาก็คือชาวญาฮิลียะฮฺไม่มีอื่น”

คำ “ญาฮิลียะฮฺ” สะท้อนบอกการทำอะไรตามใจตนเอง โดยไม่เคารพกฎระเบียบ ไม่ให้ความสำคัญกับผู้นำ การตายแบบญาฮิลียะฮฺ จึงถือเป็นการตายของทรยศต่ออัลลอฮฺแบบหนึ่ง เพราะแม้ผู้นำจะเลวร้าย แต่มุสลิมถูกสอนให้ตักเตือนผู้นำด้วยความอดทนไม่สามารถแยกตัวเป็นอิสระโดยไม่ขึ้นกับญะมาอะฮฺได้ ยกเว้น หากผู้นำนั้น กระทำการอันส่อแสดงความเป็นมุรตัดชัดเจนเท่านั้น

นั้นเพราะความแตกแยกในสังคม เลวร้ายและอาจนำความเสียหายมาสู่ชีวิต มากกว่าการที่ผู้นำมีพฤติกรรมชั่วเสียอีก

2.4 เป็นมัสยิดที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของผู้คิดร้ายทำลายศาสนา

                หากมัสยิดถูกใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อปกปิดเจตนาอันแท้จริงของผู้สร้าง อันได้แก่ การทำงานที่สนองผลประโยชน์ของผู้คิดร้ายทำลายศาสนา ทำลายคนดี มัสยิดนั้นก็ย่อมได้ชื่อว่า “มัสยิดฎิรอร”

                ปัจจุบันการทำลายศาสนาอิสลามโดยใช้ชื่ออิสลามเองมีให้เห็นอยู่เสมอ ในภาคใต้ตอนล่าง คือ การสร้างมัสยิดของกลุ่มฏอรีเกาะฮฺ ซึ่งมีความเชื่อคล้ายคลึงกับกลุ่มชีอะฮฺ ความเชื่อของคนเหล่านี้หลายประการขัดแย้งกับอิสลามอย่างชัดเจน และหากความเชื่อดังกล่าวแพร่หลายจะเป็นการทำลายหลักการอิสลามอันแท้จริงลงไปหลายส่วน

                ในโลกนี้ยังมีผู้นำประเทศบางคนคอยจ้องทำลายการเคลื่อนไหวเพื่ออิสลามทุกรูปแบบ ซึ่งก็คือการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตน และเพื่อผลประโยชน์ของขบวนการทำลายอิสลามด้วย วิธีการหนึ่งที่ผู้นำเหล่านี้ใช้ก็คือ การสร้างมัสยิดที่ใหญ่โตโอฬาร แต่ในนั้นกลับเต็มไปด้วยสายลับที่คอยสอดส่องสืบหานักเคลื่อนไหวที่ทำงานเพื่อฟื้นฟูสังคมมุสลิม หลายครั้งที่นักเคลื่อนไหวเหล่านี้ แม้จะเคลื่อนไหวอย่างสนติ ไม่ได้มีความมุ่งร้าย ต่อตัวผู้นำ พวกเขาหวังเพียงให้สังคมมุสลิมดำเนินไปตามวิถีแห่งอิสลาม จนบางคนถึงขั้นพิกลพิการ นับเป็นการทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้คิดทำสงครามกับอัลลอฮฺ (ซุบหานะฮูวะตะอาลา)  อย่างแท้จริง

มัสยิดที่คนเหล่านี้สร้างขึ้น จึงถือเป็น “มัสยิดฎิรอร”ด้วย

3. การละหมาดในมัสยิดฎิรอรใช้ได้หรือไม่

                การละหมาดเป็นอิบาดะฮฺที่มุ่งเน้นชำระขัดเกลาจิตใจผู้ปฎิบัติให้ผูกพันแน่นแฟ้นกับอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปฎิบัติมุ่งหวังความพอพระทัยแห่งอัลลอฮฺและจดจ่ออยู่กับรางวัลที่จะทรงพระราชทานให้มากกว่าการยึดมั่นถือมั่นต่อวัตถุและสรรพสิ่งอันไม่มีจีรังในโลกนี้

                เมื่อยึดมั่นต่ออัลลอฮฺก็ย่อมละหมาดตามรูปแบบที่พระองค์ทรงกำหนด และรักษาไว้ซึ่งมารยาทต่างๆ ที่จะทำให้ทรงพอพระทัย ไม่ละหมาดในลักษณาการที่ขัดแย้งกับข้อบัญญัติของพระองค์ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวละหมาดเอง และสถานที่ที่ใช้ในการละหมาด

                คำสั่งห้ามการละหมาดในมัสยิดฎิรอร เป็นคำสั่งของอัลลอฮฺในซูรอฮฺอัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 108

 

108 ความว่า “เจ้าอย่าได้เข้าไปละหมาดในนั้น (หมายถึงในมัสยิดฎิรอร) โดยเด็ดขาด แท้จริงมัสยิดที่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานความยำเกรงต่ออัลลอฮฺตั้งแต่วันแรกต่างหาก ที่เจ้าสมควรเข้าไปละหมาดในนั้นมีคนผู้รักที่จะชำระสะสางตนเองให้คงความสะอาดอยู่เสมอ และอัลลอฮฺก็ทรงรักผู้สะอาด”

                ด้วยคำสั่งเช่นนี้ผู้ละหมาดที่มุ่งหวังอานิสงค์จากอัลลอฮฺอย่างแท้จริง จึงย่อมระวังที่จะไม่ละหมาดในมัสยิดฎิรอรอย่างเด็ดขาด และย่อมเข้าใจได้ว่าเมื่อห้ามการละหมาด ก็ย่อมห้ามก่อสร้าง และห้ามสนับสนุนการก่อสร้างด้วย ผู้ใดสนับสนุนให้ก่อสร้างมัสยิดฎิรอร ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน ที่ดิน หรือใช้แรงกาย กำลังความคิดเข้าช่วย ย่อมอยู่ในข่ายสนับสนุนให้มีการละเมิดคำสั่งแห่งอัลลอฮฺ และร่วมกันสร้างความเสียหายแก่สังคมชุมชน จึงย่อมไม่ได้รับความพระทัยจากพระองค์แน่นอน และเมื่อมีการห้ามสร้างมัสยิดซึ่งถือเป็นหน่วยใหญ่แล้ว สิ่งที่เล็กกว่ามัสยิด เช่น บาลาซอฮฺ ศาลา หากเข้าข่ายความเป็นฎิรอรที่กล่าวถึงแล้ว ก็ย่อมเป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน

                หากมีการฝืนสร้างจนแล้วเสร็จ และมีการละหมาดในสถานที่นั้น ถามว่าละหมาดดังกล่าวใช้ได้หรือไม่ อิหม่ามกุรฏุบีย์ ผู้เขียนตัฟซีรอัลกรุฏุบีย์ กล่าวไว้ในการอรรถาธิบายอายะฮฺเกี่ยวกับมัสยิดฎิรอร ว่า

قال علماؤ نا : لايجوزأن يبني مسجد إلى جنب مسجد, ويجب هدمه , والمنع من بنائهلئلا ينصرف أهل المسجد الأول فيبقى شاغرا , إلاأن تكون المحلة كبير ة فلا يكفي أهلها مسجد واحد فيبني حينئد وكدلك قالوا : لاينبغي أنيبني في المصر الوا حد جامعان و ثلاثة , ويجب منع الثاني , ومن صلى فيه الجمعه لم تجزه  وقد أحرق النبي صلى الله عليه وسلم مسجد الضرار وهدمه  وأسند الطبري عن شقيق أنه جاء ليصلى في مسجد بني غاضرة فو جد الصلاة قد قاتته , فقيل له إن مسجد بني فلان لم يصل فيه بعد , فقال : لاأ حب أن أصلى فيه لأنه بني على ضرار  قال علماؤنا : وكل مسجد بني على ضرار أو رياء وسمعة فهو في حكم مسجد الضرار لاتجوزالصلاة فيه (ص 254 ج 7)

                “ อุละมาอฺของเรา ต่างมีความเห็นว่า การสร้างมัสยิดหลังหนึ่งใกล้ๆกับมัสยิดอีกหลังหนึ่งนั้นไม่เป็นที่อนุญาต และจำเป็นต้องรื้อถอนมัสยิดหลังนั้นเสีย การห้ามสร้างก็เพื่อป้องกันมิให้คนในมัสยิดหลังเก่าหันแหไปยังหลังใหม่ ซึ่งอาจทำให้หลังเก่าเปลี่ยวร้างได้ ยกเว้น ในกรณีพื้นที่ใหญ่ๆซึ่งมัสยิดหลังเดียวไม่อาจรองรับผู้คนได้ทั้งหมด จึงอนุญาตให้สร้างได้

                ในเรื่องเดียวกันนี้อุละมาอฺยังเห็นว่าในเมือง เมืองหนึ่งไม่ควรสร้างมัสยิดสองหรือสามแห่ง และวาญิบต้องห้ามสร้างหลังที่สอง (หากมีการสร้างขึ้นมา) แล้วผู้ใดไปละหมาดญุมอัตในมัสยิดแห่งที่สองนั้น ถือว่าละหมาดของเขาใช้ไม่ได้ ทั้งนี้ นบี(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)ได้สั่งให้เผาทำลายมัสยิดฎิรอรมาก่อนแล้ว

                อิหม่ามอัลฎ็อบรีย์มีรายงานที่อ้างถึงท่านชุกัยก์ ว่าท่านเคยจะไปละหมาดที่มัสยิดบนีฆอฎิรอฮฺ (หนังสือบางเล่มอ้างว่า บนีอามิร หรือ อามิรอฮฺ) แต่ไม่ทันจึงมีผู้แนะนำว่าที่มัสยิดอีกหลังหนึ่งของคนอีกกลุ่มหนึ่งยังไม่ละหมาด (ท่านสามารถไม่ละหมาดที่นั้นได้) ท่านชุกัยก์บอกว่า ฉันไม่ชอบไปละหมาดที่มัสยิดนั้น เพราะมันถูกสร้างขึ้นในสภาพของมัสยิดฎิรอร

                อุละมาอฺของเรายังเห็นว่า มัสยิดใดก็ตาม หากถูกสร้างขึ้นบนฐานของความฎิรอร หรือสร้างขึ้นเพื่อโอ้อวด ต้องการชื่อเสียง มัสยิดนั้นย่อมถือเป็นมัสยิดฎิรอร และไม่อนุญาตให้ทำการละหมาดในนั้น”

4 สังคมไม่ควรยอมรับคนที่เป็นอิหม่ามในมัสยิดฎิรอร

                อิหม่ามกุรฏุบีย์ยังเห็นว่าไม่ควรละหมาดตามคนที่เป็นหรือเคยเป็นอิหม่ามในมัสยิดฎิรอร ยกเว้นคนที่เป็นอิหม่ามนั้นแสดงเหตุผลที่พอยอมรับได้หรือทำการเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพราะอุมัรอัลค็อฏฏอบเคยห้าม มุญัมมิฮฺอิบนุ ญารียะฮฺ ไม่ให้เป็นอิหม่ามที่มัสยิดกุบาอฺ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเคยเป็นอิหม่ามที่มัสยิดฎิรอรมาก่อน แต่เมื่อมุญัมมิอฺแสดงเหตุผลว่าเขาทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อุมัรจึงให้อภัย และอนุญาตให้เป็นอิหม่ามที่มัสยิดกุบาอฺได้

(الجامع لأ حكام القر آن لأ بي عبدالله محمد بن أحمد الأنصاري القر طبي) بيروت : دار الشام للتر اث (ص 255 ج 7)

                นั้นเพราะการไปเป็นอิหม่ามในมัสยิดฎิรอร นอกจากจะเป็นยอมรับให้เกิดความแตกแยกในสังคมแล้ว ยังหมายถึงการตั้งตนเป็นผู้นำ ชักจูงผู้คนให้คล้อยตามไปอีกด้วย ไม่ใช่คล้อยตามในทางที่ดี แต่คล้อยตามในสิ่งที่อิสลามห้าม สังคมจึงไม่ควรยอมรับ

5 สิ่งที่ต้องคำนึถึง เมื่อคิดสร้างมัสยิดหลังใหม่

                เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์การสร้างมัสยิดในอิสลามแล้ว จะพบว่ามัสยิดที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ละหมาดญุมอะฮฺ (วันศุกร์) ด้วยนั้น เป็นมัสยิดที่มีการขออนุญาตจากผู้นำก่อนที่จะสร้างแทบทั้งหมด

                ในสมัยบรมศาสดา (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) นครมดีนะฮฺมีมัสยิดทั้งหมด 9 แห่ง แต่ละแห่งสร้างขึ้นในพื้นที่ของแต่ละเผ่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนในเผ่านั้น ซึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้ใช้ละหมาดร่วมกัน โดยบรมศาสดาจะไปละหมาดให้เป็นปฐมฤกษ์ก่อน เพื่อเป็นเครื่องชี้ว่ามัสยิดนี้สร้างขึ้นมาอย่างถูกต้องชอบธรรม ยกเว้นก็แต่เพียงมัสยิดฎิรอร ที่ท่านสั่งให้เผาและรื้อทำลายเสีย เพราะสร้างขึ้นมาอย่างผิดวัตถุประสงค์

                อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันศุกร์ ทุกคนจะมาละหมาดในที่เดียวกัน คือ มัสยิดนะบะวีย์

(ظفر أحمد العثماني التهانوي : إعلا ء السنن ج 5 ص 2358 حديث 2087)

                การชี้นำของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม) ย่อมเป็นที่เข้าใจของเหล่าซอหาบะฮฺเป็นอย่างดี ในกาลต่อมา เมื่อรอซู้ลจากไปแล้ว การสร้างมัสยิดตลอดยุคสมัยแห่งคอลีฟะฮฺทั้งสี่จึงไม่ได้กระทำกันโดยพลกาล แต่เป็นไปโดยคำสั่งหรือการอนุมัติของผู้นำทั้งสิ้น แม้การสร้างมัสยิดนั้นจะอยู่ห่างไกลไปจากมดีนะฮฺอันเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองมากมายก็ตาม

                เช่น เมื่อพิชิตเมืองกูฟะฮฺและบัสรอฮฺในอิรักได้ ท่านอุมัรอัลค็อฎฎอบ (รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) จัดส่งซะอัดอบีวักกอส ไปว่าการที่กูฟะฮฺ และส่งอบูมูซา อัลอัชอะรีไปว่าการที่บัสรอฮฺ เพื่อพิชิตอียิปต์ได้ ก็ให้ อัมรอัลอาสเป็นผู้ว่าการ จากนั้น คอลีฟะฮฺอุมัรก็สั่งการแก่บุคคลทั้งสามให้สร้างมัสยิดศูนย์กลางขึ้น และอนุญาตให้สร้างมัสยิดเล็กย่อยสำหรับเผาต่างๆได้ แต่เมื่อถึงวันศุกร์ต้องไปละหมาดร่วมกันที่มัสยิดศูนย์กลางเท่านั้น

                การทั้งหมดชี้ชัดว่ามัสยิดเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครองในอิสลาม โดยดำรงสถานะเป็นเสาหลักของสังคม เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง การสร้างหรือรื้อถอนทำลายมัสยิดหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ อันส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ จึงต้องดำเนินไปภายใต้ดุลพินิจของผู้ปกครองในสังคมนั้นๆผู้ปกครองซึ่งจะต้องรับผิดชอบในการนำพาสังคมไปสู่เป้าหมายที่อัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้น เป็นการปรกครองที่มุ่งให้มนุษย์ได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของบทบัญญัติที่มาจากพระองค์ รู้จักการสวามิภักดิ์ต่อพระองค์ และร่วมกันสร้างเอกภาพและภราดรภาพในหมู่ผู้อาศัยอยู่ร่วมกัน

                ดังนั้นการสร้างมัสยิดจึงไม่ควรแสดงถึงการฝ่าฝืนกฎระเบียบทางสังคม หรือแสดงถึงการกระทำตามอำเภอใจ และการละเมิดคำสั่งของผุ้นำอย่างเด็ดขาด เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำของชาวญาฮิลียะฮฺ มิใช่วิสัยของผู้ต้องการประกอบอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺแต่ประการใด

                การอิบาดะฮฺที่แท้จริง ช่วยสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความเป็นอุมมะฮฺเดียวกัน ภายใต้ร่มธงแห่งการภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียวกัน จึงก่อเกิดประชาชาติอันแข็งแกร่งขึ้น เป็นประชาชาติที่ยึดมั่นในความเห็นร่วมและเคารพในความเห็นต่าง พร้อมๆกับการเคารพกฎกติกาทางสังคมอย่างเคร่งครัด

 

                “แท้จริงอุมมะฮฺนี้ คืออุมมะฮฺของพวกเจ้า เป็นอุมมะฮฺหนึ่งเดียว และข้าคือผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้นจงสักการะต่อข้าเพียงผู้เดียว” (อัลอัมบิยาอฺ92)

                ส่วนการสร้างมัสยิดหรือสิ่งอื่นใดอันผู้สร้างอ้างว่าทำไปเพื่ออัลลอฮฺ แต่กลับทำให้อุมมะฮฺนี้แปลกแยกต่อกัน ย่อมมิอาจถือได้ว่าเป็นอิบาดะฮฺ เพราะการอิบาดะฮฺ คือ การนบน้อมยอมตนต่ออัลลอฮฺและบทบัญญัติทุกข้อของพระองค์ เมื่อทรงบัญญัติให้เคารพต่อผู้นำ และให้ทุกคนร่วมสร้างเอกภาพในสังคม ผู้อิบาดะฮฺด้วยใจจริงก็ต้องเคารพกฎข้อนี้ และต้องตระหนักว่าการละเมิดคำสั่งที่ชอบธรรมของผู้นำ การกระทำตามอำเภอใจ โดยฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคมเป็นการกระทำของชาวญาฮิลียะฮฺผู้ป่าเถื่อน ยุคสมัยที่ผู้คนไร้ศาสนาอันเที่ยงธรรม ไม่รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างมีระบบระเบียบ แต่พร้อมจะทำทุกอย่างที่ตอบสนองกิเลสตัณหาของตนเองโดยไม่คำนึงผลกระทบที่จะตามมาทีหลัง ยุคสมัยที่ไร้ผู้นำซึ่งสังคมยอมรับ มีเพียงหัวหน้าเผ่าที่พร้อมจะนำคนของตนปล้นฆ่า แย่งชิงทรัพย์สินของผู้อ่อนแอกว่า และพร้อมจะช่วยเหลือคนของตนไม่ว่าคนๆนั้นจะดีหรือเลวประการใดก็ตาม

                โดยนัยนี้ อุละมาอฺผู้ลุกซึ้งในแก่ธรรมอิสลาม เช่น อิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ จึงเห็นว่าการละหมาดญุมอะฮฺของมุสลิมจะกระทำโดยพลการไม่ได้ แต่จะต้องได้รับการยินยอมจากผู้นำก่อน ส่วนอุละมาอฺท่านอื่นๆ แม้จะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขดังกล่าว แต่การระบุว่าให้ชุมชนหนึ่งจะมีการละหมาดญุมอะฮฺสองแห่งไม่ได้ ก็ชี้ให้เห็นว่าปราชญ์อิสลามไม่ได้ยากการอิบาดะอฺออกจากการปกครองแต่อย่างใด อิบาดะฮฺจะจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการรักษาญะมาอะฮฺที่มีผู้นำเพียงหนึ่ง การละหมาดญุมอะฮฺสองแห่งโดยที่ผู้นำไม่อนุญาตสะท้อนว่าการละหมาดแห่งที่สองเกิดขึ้นโดยพลการ อาจมาจากมูลเหตุที่จะนำไปสู่การเป็นมัสยิดฎิรอร จึงเป็นละหมาดที่ใช้ไม่ได้

                สำหรับในกรณีที่มีความจำเป็นต้องสร้างสถานที่ละหมาดโดยการสร้างนั้นไม่นำสู่สภาวะมัสยิดฎิรอร ประชาชนอาจสร้างก่อนโดยไม่ต้องขออนุญาตผู้นำก็ได้ ครั้นเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ควรแจ้งแก่ผุ้นำของตนให้รับรู้ เพื่อแสดงมารยาทอันดีงามตามแบบฉบับแห่งรอซู้ลแห่งอัลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)

                แต่ในกรณีชุมชนเดียวกันการสร้างมัสยิดบาลาซอฮฺหรือสิ่งอื่นใด อันอาจส่งผลกระทบต่อเอกภาพและภราดรภาพของคนในสังคม จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากผู้นำในสังคมก่อนเสมอ ซึ่งโดยปกติแล้วการพิจารณาอนุญาตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 ประการ ซึ่งจะกล่าวในลำดับต่อไปนี้

6 องค์ประกอบในการพิจารณาให้สร้างมัสยิดใหม่

                คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดถือเป็นผู้นำในระบบจังหวัดของมุสลิมไทย มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ หรือเพิกถอนทะเบียนมัสยิดในจังหวัดของตน ซึ่งในการพิจารณาว่าจะให้จดทะเบียนเป็นมัสยิดหรือไม่ มักดูจากองค์ประกอบดังนี้

1 ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชน

                หากภูมิลักษณะของชุมชนมีสิ่งที่ทำให้ถูกแบ่งแยกออกจากกันเป็นสองส่วนโดยพรมแดนทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำลำคลอง หรือสิ่งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น ถนนหนทางขนาดใหญ่ ซึ่งปิดกั้นการไปมาหาสู่โดยสะดวกของผู้คน หรือพรมแดนทางวัฒนธรรม เช่น หมู่บ้านของคนต่างศาสนากั้นอยู่ คณะกรรมการอาจถือว่าทั้งสองส่วนนี้เป็นคนละชุมชน และอาจอนุญาตให้สร้างมัสยิดเพื่อละหมาดญุมอะฮฺได้ ทั้งนี้หากสถานที่ที่จะสร้างมัสยิดใหม่มีจำนวนประชากรพอเพียง

2 จำนวนประชากร

                หากจำนวนประชากรในชุมชนเพิ่มขึ้นมาก จนมัสยิดหลังเดิมไม่อาจรองรับจำนวนผู้ละหมาดญุมอะฮฺได้ทั้งหมด อีกทั้งไม่สามารถขยายเพิ่มเติมอาณาเขตของมัสยิดหลังเดิมได้อีกแล้ว ก็ถือว่ามีความจำเป็นต้องสร้างมัสยิดอีกหลังหนึ่งเพื่อให้ทุกคนสามารถละหมาดญุมอะฮฺได้ตามบัญญัติแห่งอิสลาม

3 สถานที่ต้องของมัสยิด

                มัสยิดเป็นพระราชฐานแห่งอัลลอฮฺต้องตั้งอยู่ในสถานที่อันเหมาะสมแก่สถานะ เช่น อยู่ในที่ดินที่สามารถสร้างมัสยิดได้ตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ตั้งอยู่ในที่ดินอันเป็นสิทธิของปัจเจกบุคคล หรือนิติบุคคล โดยที่ผู้มีกรรมสิทธิ์นั้นยังไม่ยกให้เพื่อการสร้างมัสยิด

                นอกจากองค์ประกอบทั้งสามที่กล่าวมาซึ่งเป็นที่รับทราบของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดโดยทั่วไปแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกประการคือความพร้อมด้านบุคลากร หากองค์ประกอบอื่นๆครบถ้วน แต่ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการมัสยิดตามวิถีอิสลาม ขาดคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาชุมชน โดยใช้มัสยิดเป็นศูนย์กลาง มัสยิดดังกล่าวก็อาจกลายเป็นสถานที่รกร้างเพราะไร้การพัฒนา หรืออาจกลายเป็นแหล่งแย่งชิงผลประโยชน์ของกลุ่มคนบางกลุ่มไปก็ได้

                ดังนั้นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การจัดอบรมบุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เพื่อให้เข้าใจเจตนารมณ์แห่งมัสยิด ความรับผิดชอบ (อมานะฮฺ) ที่พวกเขามีต่ออัลลอฮฺและต่อประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งกฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการมัสยิด ทั้งนี้เพื่อให้มัสยิดที่จดทะเบียนทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนได้อย่างแท้จริง

7 ขั้นตอน

การขอจดทะเบียนมัสยิด

ในการขอจดทะเบียนมัสยิดมีขั้นตอนที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

  1. แจ้งความประสงค์ขอจดทะเบียนมัสยิดต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ตนสังกัด
  2. สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่งตั้งคณะผู้ตรวจสอบสภาพมัสยิดที่ขอจดทะเบียน
  3. คณะกรรมการตรวจสอบที่ได้รับการแต่งตั้ง ลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการพิจารณา
  4. คณะกรรมการตรวจสอบรายงานผลการรวบรวมข้อมูลต่อที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
  5. หากที่ประชุมมีมติให้จดทะเบียนมัสยิด ก็จะแต่งตั้งคณะบุคคลเพื่อดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด
  6. คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดจัดส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับมัสยิดทั้งหมดต่อฝ่ายทะเบียนของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
  7. เมื่อเอกสารหลักฐานพร้อมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดจะแจ้งการจดทะเบียนมัสยิดใหม่ต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

………………………………………………

ขั้นตอนและระเบียบการเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้มัสยิดทำหน้าที่เป็นสถาบันการสร้างชุมชนเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง ผุ้ที่ประสงค์จะทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ ย่อมดำเนินการตามขั้นตอนโดยไม่คิดฝ่าฝืน เพราะตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของญะมาอะฮฺที่จะต้องมีกติกาในการควบคุมดูแลพฤติกรรมของสมาชิก

        ส่วนผู้ที่สร้างมัสยิดหรือบาลาเซาะฮ์ขึ้นโดยไม่ยึดโยงกับระเบียบของสังคม คิดแต่เพียงว่าจะทำการละหมาดตามที่ตนเองต้องการ สิ่งที่สร้างขึ้นนั้นอาจเป็นมัสยิดฎิรอรและบุคคลที่ร่วมสร้างก็อาจกำลังก่อพฤติการณ์ของชาวญาฮิลียะฮฺ หาใช่วิสัยของคนที่คิดจะอิบาดะฮฺไม่ เพราะการกระทำดังกล่าวส่อว่าพวกเขามีชีวิตอยู่โดยไม่ขึ้นกับผู้นำในสังคม อันเป็นพฤติกรรมของชาวญาฮิลียะฮฺโดยแท้ ดังคำของบรมศาสดามุหัมมัด(ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม)

عن ابن عمر رضي الله عنهما قال : سمعت رسول الله صلى الله عليه وسلم يقول : من خلع يدا من طا عت لقي الله لا حجة له ؛ ومن مات ليس في رقبته بيعة مات موتة جاهلية (مستخر أبي عو انة ,كتاب الحدود , رقم الحديث 5642)

        “ผู้ใดถอนตัวจากการเชื่อฟัง(ผู้นำ)ผู้นั้นจะพบกับอัลลอฮฺ โดยไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายการกระทำของตนได้ (หรือพระองค์ไม่รับฟังเหตุผลข้ออ้างใดๆ) และผู้ใดตายไปโดยไม่ได้ให้สัตยาบันต่อผู้นำ ผู้นั้นตายเยี่ยงชาวญาฮิลียะฮฺคนหนึ่ง”

اللهم الف بين قلوبنا وأصلح ذات بيننا واهدنا سبل السلام

آمين يا رب العالمين

26 ربيع أول 1434 ه

7

ประมวลภาพงานรำลึกเกียรติประวัติท่านศาสดานบีมุหัมหมัด(ซล)
ประจำปี 2561 ฮิจเราะห์ 1440 

ภาพโดย ทีมงานประชาสัมพันธ์ กอท สตูล
       
       
       

 

 

 

ข่าวสำนักจุฬาราชมนตรี

วันที่ 24 มีนาคม 2561 จุฬาราชมนตรี ประธานเปิดเมาลิดกลางจังหวัดยะลา สู่อาเซียน ครั้งที่ 4 ซึ่งจัดขึ้น ณ สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา ตำบลท่าสาป อำเภอเมือง จังหวัดยะลา เปิดงาน

วันที่ 21 มีนาคม 2561 ผู้แทนจุฬาราชมนตรี เปิดการสัมมนา โครงการอภิปรายและประกาศใช้ธรรมนูญหมู่บ้าน/ชุมชนสุจริตสัมมนา 

 

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังยืน และ ข้อความ 

 

ข่าวสำนักงาน กอจ.สตูล  
งานรำลึกเกียรติประวัติท่านศาสดา มุหัมหมัด(ซล) ประจำปี ฮิจเราะห์ 1439 ภาพโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ 

 

บทความศาสนา
ก่อนสร้างมัสยิดหลังใหม่  เขียนโดย ดร. วิสุทธิ์  บิลล่าเต๊ะ
การนินทา ใส่ร้าย  เขียนโดย  
ก่อนนอนสี่ประการ  เขียนโดย   อาจารย์การีม วันแอเลาะ
อย่างไรที่เรียกว่า พ่อแม่ประสบความสำเร็จในการอบรมเลี้ยงดูลูก  เขียนโดย  ดร.วิศรุต เลาะวิถี
ความประเสริฐเดือนเราะญับ  เขียนโดย ไฟศ็อล บิน อาลี อัลบุอฺดานีย์

 

 

 

 

การนินทา การใส่ร้าย การสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น

อัลกุรอาน

"และบรรดาผู้กล่าวร้ายแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง ในสิ่งที่พวกเขามิได้กระทำแน่นอนพวกเขาได้แบกการกล่าวร้าย และบาปอันชัดแจ้งไว้"
{อะฮฺซาบ:58}
   
 "ความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้ทำให้บกพร่อง (ในการตวงและการชั่ง) คือบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาตวงเอาจากผู้อื่นก็ตวงเอาเต็ม  และเมื่อพวกเขาตวงหรือชั่งให้แก่ผู้อื่นก็ทำให้ขาด   ชนเหล่านั้นมิได้คิดบ้างหรือว่าพวกเขาจะถูกให้ฟื้นคืนชีพ  สำหรับวันอันยิ่งใหญ่ วันที่มนุษย์จะยืนต่อหน้าพระเจ้าแห่งสากลโลก หมายถึง ควรที่จะมีความเกรงกลัวในวันนั้น และควรที่จะขออภัยโทษในความผิดพลาดของตนจากความบกพร่องในการตวงและการชั่ง"
{อัลมุฏอฟฟิฟีน:1-6}

"ความหายนะจงประสบแด่ผู้นินทาและผู้ใส่ร้ายผู้อื่นทุกๆคน"
{อัลฮุมะซะฮฺ:1}


อัลฮะดีษ   
 
รายงานจากท่านมู่อาวิยะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I กล่าวว่า : แท้จริงหากท่านเสาะหาข้อบกพร่องของผู้คน  ดังนั้นก็เท่ากับท่านได้ทำลายพวกเขาแล้ว หรือท่านเกือบทำลายพวกเขา{อบูดาวูด}
   อธิบาย :  การเสาะหาข้อบกพร่องของผู้คน ก่อให้เกิดความเกลียดชัง การเป็นศัตรูกันและกัน และความไม่ดีต่าง ๆ มากมาย เป็นไปได้ว่าการเสาะหาข้อบกพร่องของผู้คนและการเผยแพร่สิ่งนั้นมันจะทำให้เกิดความกล้าในการทำบาปต่าง ๆ แก่คนเหล่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่จะเพิ่มความเสียหายขึ้นไปอีก{บัซลุ้ลมัจฮูด}
รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัร (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮู่มา) กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : พวกท่านอย่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่มุสลิม พวกท่านอย่าได้ตำหนิพวกเขา และพวกท่านอย่าค้นหาข้อผิดพลาดของพวกเขา{อิบนุฮิบบาน}
รายงานจากท่านอบี บัรซะฮฺ อัลอัสละมียฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : โอ้ ผู้ที่มีอีหม่านแค่เพียงปลายลิ้น โดยที่อีหม่านไม่เข้าสู่หัวใจของเขา พวกท่านอย่าได้นินทามุสลิม  และอย่าเสาะหาข้อบกพร่องของพวกเขา  เพราะแท้จริงบุคคลใดเสาะหาข้อบกพร่องของพวกเขา   อัลลอฮฺตะอาลาก็จะเสาะหาข้อบกพร่องของเขา  และบุคคลใดที่อัลลอฮฺตะอาลาเสาะหาข้อบกพร่องของเขา  พระองค์จะทำให้เขาได้รับความอับอายในบ้านของเขา {อาบูดาวุด}
   อธิบาย : ในส่วนแรกของฮะดีษนี้เป็นการเตือนถึงเรื่องการนินทาพี่น้องมุสลิม ว่าเป็นการกระทำของคนมุนาฟิก (หน้าไหว้หลังหลอก) ไม่ใช่การกระทำของคนมุสลิม     (บัซลุ้ลมัจฮูด)

รายงานจากท่านอนัส อัลญุฮะนียฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) จากบิดาของท่าน  กล่าวว่า :  ครั้งหนึ่งฉันได้ ออกทำสงครามร่วมกับท่านนบี I   ผู้คนได้หยุดพักจากการทำศึกสงครามแล้ว นั่งพักกีดขวางทางสัญจร ท่านนบี I ใช้ให้ผู้หนึ่งออกไปประกาศว่า ผู้ที่นั่งพักกีดขวางทางสัญจร เขาจะไม่ได้รับผลบุญของการญิฮาด {อบูดาวุด}
รายงานท่านอบู อุมามะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า ท่านนบีI ได้กล่าวว่า : บุคคลใดที่เขาเปลือยหลังของมุสลิมคนหนึ่งแล้วเขาเฆี่ยนตี่ โดยไม่เป็นธรรม เขาจะได้พบกับอัลลอฮฺตะอาลาในสภาพที่ พระองค์ทรงโกรธกริ้วเขา {ฏ๊อบะรอนี}

รายงานจากท่านอบู ฮุรอยเราะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) ว่า   แท้จริงท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า :พวกท่านทราบไหมว่า ใครคือผู้ที่ล้มละลาย?  พวกเขาตอบว่า :  ผู้ที่ล้มละลายในหมู่พวกเรา  คือ ผู้ที่เขาไม่มีดิรฮัม (เหรียญเงิน) และไม่มีทรัพย์สินใดๆ (ของดุนยา)  ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : แท้จริงผู้ที่ล้มละลายในอุมมัตของฉัน คือผู้ที่ในวันกิยามะฮฺเขานำมาซึ่งการละหมาดการถือศีลอด  การจ่ายซะกาต (และอิบาดะฮฺอื่นๆ) แต่ว่าเขาได้ด่าทอคนนั้น ใส่ร้ายคนนี้ กินทรัพย์สินคนนั้น ทำร้ายคนนี้ และทุบตีคนนั้น  ดังนั้นความดีต่าง ๆ ของเขาจะถูกนำไปให้ คนนั้นและความดีต่างๆของเขาจะถูกนำไปให้คนนี้(ตามสิทธิของแต่ละคน) หากความดีของเขาหมดลงก่อนที่จะถูกนำไปชดใช้แก่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ  ดังนั้นบาปต่างๆของพวกเขา(ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ) จะถูกนำไปโยนใส่ให้แก่เขา(ผู้ที่ละเมิดสิทธิ) หลังจากนั้น เขาจะถูกขว้างลงสู่ขุมนรก{มุสลิม}

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า :ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : การด่าทอมุสลิม เป็นความชั่ว และการฆ่ามุสลิมเป็นการกุฟุร{บุคอรี}
   อธิบาย : มุสลิมที่ฆ่ามุสลิม ไม่มีความสมบูรณ์ในการเป็นอิสลามในตัวเขา และเป็นไปได้ว่าการฆ่านั้นจะเป็นสาเหตุทำผู้ฆ่าต้องตายในสภาพของผู้ปฏิเสธ                     (ม่าซอฮีรุฮัก)
รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บินอัมรฺ (ร่อดียั้ลลอฮู อันฮูมา) กล่าวว่า: ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : ผู้ที่ด่าทอมุสลิม เสมือนผู้ที่เข้าไปสู่ความหายนะ{ฏ๊อบะรอนี}
รายงานจากท่านอิยาฏ บินฮิม้าร (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า: ฉันได้กล่าวว่า : โอ้ ท่านนบีของอัลลอฮฺ ! ชายคนหนึ่งจากเผ่าของฉันได้ด่าฉัน ทั้งๆที่เขานั้นมีฐานะต่ำกว่าฉัน ฉันควรจะตอบโต้เขาดีไหม?  ท่านนบี I ได้ตอบว่า : สองคนที่ด่าทอต่อกัน  ก็คือซัยตอนสองตัวต่างด่าทอต่อกัน และต่างกล่าวหากันว่า อีกตัวหนึ่งโกหก{อิบนุฮิบบาน}

รายงานจากท่านอบู ญุร็อย ยาบิร บินสุเลม (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าว่า  ฉันได้กล่าวกับท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ว่า : ได้โปรดตักเตือนฉันด้วยเถิด  ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : ท่านอย่าด่าทอผู้ใดเด็ดขาด  ท่านญุร็อย (ร่อดียั้ลลอฮู อันฮฺ) ได้กล่าวว่า : หลังจากนั้นฉันไม่ด่าอีกเลย ไม่ว่าอิสระชน ทาส อูฐ หรือว่าแพะ  ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : ท่านอย่าละเลยการกระทำความดีใด ๆ 
โดยคิดว่าเป็นสิ่งที่เล็กน้อย  ถึงแม้การที่ท่านพูดคุยกับพี่น้องของท่านด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส่ ก็ถือเป็นการทำความดี  ท่านจงนุ่งผ้าของท่านให้สูงขึ้นจนถึงกลางหน้าแข้ง ถ้าไม่สามารถนุ่งให้สูงได้ (อย่างน้อย) ก็ให้สูงเหนือตาตุ่ม  ท่านจงหลีกห่างจากการนุ่งผ้าต่ำกว่าตาตุ่ม เพราะว่ามันเป็นการโอ้อวด และอัลลอฮฺไม่ทรงพอพระทัยการโอ้อวด   หากมีคนหนึ่งด่าท่าน และตำหนิท่าน ในสิ่งที่เขารู้ว่ามันมีอยู่ในตัวท่าน  ดังนั้นท่านอย่าตำหนิเขาในสิ่งที่ท่านรู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเขา แท้จริง ความหายนะของการตำหนินั้นจะประสบแก่เขา{อบูดาวูด}
รายงานจากท่านอบู ฮุรอยเราะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) แท้จริงชายคนหนึ่งได้ต่อว่าท่านอบูบักโดยที่ท่านนบี I นั่งอยู่  ท่านนบี  I  รู้สึกพอใจและยิ้ม  ต่อมาเมื่อชายคนนี้ได้ต่อว่ามากขึ้น ดังนั้นท่านอบูบักร (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) ได้ตอบโต้เขากลับไปบ้าง  จากการนี้ท่านนบี I ไม่พอใจและลุกออกไป ท่านอบูบักร (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) ได้ตามท่านนบี I ไป และกล่าวถามว่า : โอ้ ท่านร่อซู้ลลุ้ลลอฮฺ (ขณะที่) ชายคนนั้นต่อว่าฉัน ท่านได้นั่งอยู่ที่นั่น ต่อมาเมื่อฉันได้ตอบโต้เขากลับไปบ้าง ท่านกลับไม่พอใจและลุกขึ้นจากไป  ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : (ขณะที่ท่านนิ่งและอดทน)   มลาอิกะฮฺท่านหนึ่งได้อยู่กับท่าน และตอบโต้ชายคนนั้นแทนท่าน ต่อมาเมื่อท่านได้ตอบโต้เขากลับไปบ้าง(มลาอีกะฮฺท่านนั้นก็จากไป) ชัยตอนได้เข้ามาแทนที่ และฉันไม่นั่งร่วมกับชัยตอน (ด้วยเหตุนี้ฉันจึงลุกขึ้นจากไป) หลังจากนั้นท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I กล่าวว่า :โอ้ อบูบักร  สามประการต่อไปนี้เป็นสัจธรรม ไม่มี บ่าวคนใดที่เขาถูกละเมิดสิทธิ  และเขาให้มันผ่านไปเพื่ออัลลอฮฺตะอาลา (โดยไม่คิดแก้แค้น)นอกจาก อัลลอฮฺตะอาลาจะทรงให้ความช่วยเหลือเขา  ไม่มีบุคคลใดที่เขาเปิดประตูแห่งการให้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับเครือญาติ นอกจากอัลลอฮฺตะอาลาจะทรงเพิ่มพูนให้แก่เขาอย่างมากมาย  และไม่มีบุคคลใดที่เขาเปิดประตูแห่งการขอเพื่อให้ทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นนอกจาก อัลลอฮฺตะอาลาจะให้ทรัพย์สินของเขานั้นลดน้อยลง{มุสนัดอะหฺมัด}

รายงานจากท่านอบู ฮุรอยเราะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : บุคคลใดที่ได้ล่วงละเมิดเกียรติยศของพี่น้อง (มุสลิม) หรือล่วงละเมิดสิ่งอื่นๆ ดังนั้นในวันนี้เขาจงขอฮาล้าล สิ่งนั้นจากพี่น้องของเขา ก่อนวันที่ดีนาร และดิรฮัมจะไม่มีประโยชน์ (ในวันนั้นการสอบสอนทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับความดีและความชั่วเท่านั้น ) ถ้าหากคนที่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นมี อม้าลความดีอยู่  ความดีนั้นจะถูกเอาไปจากเขาเท่ากับที่เขาล่วงละเมิดผู้อื่น  และหากเขาไม่มีความความดีอยู่  ความชั่วของผู้ที่ถูกละเมิดจะถูกนำมาให้เขา {บุคอรี}
รายงานจากท่านบะรออฺ บินอาซิบ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮู่มา) กล่าว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺI  ได้กล่าวว่า : ดอกเบี้ยที่เลวที่สุด คือการทำให้พี่น้องมุสลิมเสื่อมเสียชื่อเสียง(หมายถึงการทำลายเกียรติของพี่น้องมุสลิม ด้วยกับวิธีต่างๆ เช่น นินทา ดูหมิ่นเหยียดหยาม ทำให้ได้รับความอัปยศและอื่น ๆ){ฏ๊อบะรอนี, ญาเมียะอฺ ซอฆีร}
   อธิบาย : ที่ถูกกล่าวไว้ว่า ดอกเบี้ยที่เลวที่สุด คือการทำลายชื่อเสียงของมุสลิม เพราะว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นการเอาทรัพย์สินของผู้อื่นมาโดยหนทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเสียหายแก่เขาในทำนองเดียวกัน การทำลายชื่อเสียงของมุสลิมนั้นทำให้เกิดความเสียหายแก่เกียรติของเขา และเกียรติของมุสลิมควรที่จะต้องถูกยกย่องมากกว่าทรัพย์สินของเขา ด้วยเหตุนี้การทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นจึงถูกกล่าวว่าเป็นดอกเบี้ยที่เลวที่สุด    (ฟัยฏุลก้อดีร.บัซลุ้ลมัจฮูด)
รายงานท่านอบู ฮุรอยเราะฮฺ (ร่อดียั้ลลอฮู่ อันฮฺ) ได้กล่าวว่า ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ I ได้กล่าวว่า : แท้จริงส่วนหนึ่งจากบาปใหญ่ คือการที่บุคคลหนึ่งทำลายเกียรติของมุสลิมโดยไม่เป็นธรรม   {อบูดาวุด}

 

 

ไฟศ็อล บิน อาลี อัลบุอฺดานีย์

          อัลลอฮฺทรงกำหนดให้บางวัน บางคืนและบางเดือนประเสริฐกว่าอีกบางส่วน ด้วยเหตุผลที่ล้ำลึกยิ่ง เพื่อให้ปวงบ่าวของพระองค์ได้เริ่มต้นกระทำความดีอีกครั้ง และได้ปฏิบัติความดีที่มากมายในช่วงเวลาแห่งความประเสริฐดังกล่าว แต่บรรดามารร้ายทั้งในคราบของญินและมนุษย์ก็ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อสกัดกั้นและขัดขวางบ่าวของพระองค์ไม่ให้ดำเนินตามเส้นทางที่เที่ยงตรง

          พวกเขาจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของให้มนุษย์ออกห่างจากการกระทำดีต่างๆ ด้วยการปลูกฝังและแต่งแต้มแนวคิดให้กับชนกลุ่มหนึ่งให้มีความรู้สึกว่าฤดูกาลแห่งการทำความดีและความโปรดปรานนั้นคือฤดูกาลและโอกาสของความบันเทิงและพักผ่อน และเป็นสนามสำหรับการแสวงหาความสนุกสนานและอารมณ์ตัณหา

          ขณะเดียวกันก็ยั่วยุและส่งเสริมชนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีใจกุศลและชอบกระทำความดีแต่ไม่ค่อยประสาและรู้เรื่องเกี่ยวกับบัญญัติศาสนา หรือบรรดาผู้ที่มีผลประโยชน์ และบรรดาแกนนำทางศาสนาหรือทางโลกที่หวาดกลัวว่าผลประโยชน์และสถานะทางสังคมของตนจะสั่นคลอนจากการมาเยือนของฤดูกาลแห่งความดีต่างๆ ดังนั้น พวกเขาจึงได้อุตริฤดูกาลแห่งความดีขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์และสถานะทางสังคมของตนไว้โดยปราศจากหลักฐานอย่างสิ้นเชิง

หัสสาน บิน อะฏิยะฮฺกล่าวว่า “กลุ่มชนใดกระทำอุตริกรรมในศาสนาของพวกเขาแม้เพียงอุตริกรรมเดียว อัลลอฮฺก็จะยกสุนนะฮฺบางส่วนออกจากพวกเขาเช่นเดียวกัน และพระองค์จะไม่ส่งคืนสุนนะฮฺนั้นให้แก่พวกเขาอีกตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ” (หิลยะตุลเอาลิยาอ์ เล่ม 6 หน้า 73)

         ยิ่งกว่านั้น อัยยูบ อัลสิคติยานีย์ ยังกล่าวว่า “ผู้กระทำอุตริกรรมยิ่งเพิ่มความพยายามมากเท่าใด เขาก็จะยิ่งห่างไกลจากอัลลอฮฺมากเท่านั้น” (หิลยะตุลเอาลิยาอ์ เล่ม 3 หน้า 9)

         และอาจเป็นไปได้ว่า ส่วนหนึ่งของฤดูกาลแห่งการอุตริกรรมที่โดดเด่น คือการเจาะจงทำอิบาดะฮฺและความดีต่างๆในเดือนเราะญับของบ่าวบางคนในหลายๆประเทศ ดังนั้น ในบทความต่อไปนี้ ผู้เขียนจะพยายามกล่าวถึงกิจกรรมหรืออามัลบางอย่างที่ชาวมุสลิมบางชุมชนชอบปฏิบัติตลอดช่วงเดือนเราะญับนี้ พร้อมกับนำไปเทียบเคียงกับหลักฐานทางศาสนาและทัศนะของอุละมาอ์อิสลามเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าว เพื่อเป็นการตักเตือนแก่ประชาชาติ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยคำตักเตือนเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าว อัลลอฮฺจะทรงประทานทางนำให้แก่เขา และทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาจากชีวิตแห่งการอุตริกรรมที่มืดมิดและคลำอยู่ในโลกแห่งความโง่เขลา

 

เดือนเราะญับมีความประเสริฐมากกว่าเดือนอื่นๆจริงหรือ?

           อิบนุหะญัร กล่าวว่า “ไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องและสามารถนำมาเป็นข้ออ้างเลย เกี่ยวกับความประเสริฐของเดือนเราะญับ ไม่ว่าจะเป็นความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนนี้ หรือความประเสริฐของการถือศีลอดในวันใดวันหนึ่งเป็นการเฉพาะในเดือนนี้ หรือความประเสริฐของการเจาะจงละหมาดกลางคืน (กิยามุลลัยล์) ในบางคืน แท้จริงอิหม่ามอบู อิสมาอีล อัลหะเราะวีย์ อัลหาฟิซได้กล่าวยืนยันเช่นนี้ก่อนหน้าข้าพเจ้าเสียอีก ซึ่งเราได้รายงานถ่ายทอดมาจากท่านด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง และเราได้รายงานถ่ายทอดคำยืนยันดังกล่าวจากอุละมาอ์ท่านอื่นๆเช่นเดียวกัน” (ตับยีน อัลอุญับ ฟีมา วะเราะดะ ฟี ฟัฎลิ เราะญับ หน้า 6 และดู อัสสุนัน วัลมุบตะดะอาต ของ อัลกุชัยรีย์ หน้า 22-24)

          ท่านยังกล่าวอีกว่า “ส่วนหะดีษต่างๆที่มีรายงานอย่างชัดเจนเกี่ยวกับความประเสริฐของเดือนเราะญับ หรือความประเสริฐของการถือศีลอดในเดือนนี้ หรือความประเสริฐของการถือศีลอดในวันใดวันหนึ่งเป็นการเฉพาะในเดือนนี้ จะมีอยู่สองประเภท (ถ้าไม่ใช่) หะดีษเฎาะอีฟ (ก็จะเป็น) หะดีษเมาฎูอฺ และเราจะขอนำเสนอบรรดาหะดีษที่เฎาะอีฟนั้น พร้อมกับบ่งชี้ถึงหะดีษที่เมาฎูอฺพอเข้าใจ” (ตับยีน อัลอุญับ ฟีมา วะเราะดะ ฟี ฟัฎลิ เราะญับ หน้า 8)

 

ละหมาดเราะฆออิบ

1. รูปแบบการละหมาด

          รูปแบบของละหมาดนี้มีระบุในหะดีษเมาฎูอฺที่รายงานจากอะนัส ที่ได้เล่าจากท่านนบี  พอสรุปได้ว่า

“ถ้าใครถือศีลอดในวันพฤหัสแรกของเดือนเราะญับแล้วละหมาดจำนวน 12 ร็อกอัตในช่วงระหว่างมัฆริบและอีชาอ์ของคืนนั้น (คืนวันศุกร์)และให้สลามทุกๆ 2 ร็อกอัตในทุกร็อกอัตให้อ่าน

-ซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ 1 เที่ยวจบ

- ซูเราะฮฺอัลก็อดรฺ (อินนาอันซัลนาฮุฟีลัยละติลก็อดรฺ) 3 เที่ยวจบ

- ซูเราะฮฺอัลอิคลาศ (กุลฮุวัลลอฮุอะหัด) 12 เที่ยวจบพอละหมาดเสร็จแล้วให้ปฏิบัติดังนี้

- กล่าวเศาะละวาตนบี 70 ครั้ง

- ลงสุญูดแล้วกล่าวคำว่า “สุบบูหน กุดดูสน ร็อบบุลมะลาอิกะติวัรรูหฺ” 70 ครั้ง

- พอเงยหน้าขึ้นจากสุญุดให้อ่าน “ร็อบบิฆฟิร วัรหัม มะตะญาวัซ อัมมา ตะอฺลัม อินนะกะ อันตัลอะซีซุลอะอฺซ็อม” 70 ครั้ง

- เสร็จแล้วให้ลงสูญุดอีกครั้งและกล่าวดุออาอ์เช่นเดียวกัน “สุบบูหน กุดดูสน ร็อบบุลมะลาอิกะติวัรรูหฺ” 70 ครั้ง เสร็จแล้วให้ขอสิ่งที่ต่างๆตามต้องการแล้วจะได้ตามประสงค์”

          ท่านนบียังกล่าวอีกว่า “ฉันขอสาบานด้วยพระนามของผู้ที่ตัวฉันอยู่ในกำมือของเขา ไม่มีบ่าวชายหรือหญิงคนใดที่ได้ทำละหมาดนี้ นอกจากอัลลอฮฺต้องให้อภัยในบาปทั้งหลายแก่เขา ถึงแม้ว่าบาปนั้นจะมากมายเท่าฟองน้ำในทะเล และมีจำนวนเท่าเม็ดทราย และหนักเท่าภูเขาและใบไม้ ก็ตาม และในวันกิยามะฮฺเขาจะได้รับอนุญาตให้ช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮฺ) แก่ครอบครัวและเครือญาติของเขาที่ต้องตกนรกอย่างแน่นอนแล้วจำนวน 700 คน”

 (ดู อิหฺยาอ์อุลูมิดดีน เล่ม 1 หน้า 202 และตับยีนอัลอุญับ หน้า 22-24)

 

2. ทัศนะของอุละมาอ์

         อิหม่ามอันนะวะวีย์กล่าวว่า “มันเป็นอุตริกรรมที่น่ารังเกียจและรับไม่ได้อย่างยิ่ง ซึ่งประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ดีต่างๆมากมาย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องละทิ้งและผินหลังให้กับมัน พร้อมทั้งห้ามปรามผู้ที่ปฏิบัติกับมัน”

(ฟะตาวาอิหม่ามอันนะวะวีย์ หน้า 57)

          อิบนุอันนะหาสกล่าวว่า “มันคือสิ่งอุติรกรรม หะดีษที่มีรายงานเกี่ยวกับมันล้วนเป็นหะดีษที่เมาฎูอฺโดยมติเอกฉันท์ของอุละมาอ์หะดีษ”

(ตันบีฮุลฆอฟิลีน หน้า 496)

          อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “ส่วนละหมาดเราะฆออิบ ไม่มีต้นตอ (และที่มา) ของมันเลย มันเป็นสิ่งอุตริ ดังนั้นท่านจงอย่าชื่นชอบและส่งเสริมมัน ไม่ว่าจะ (เป็นการละหมาด) ด้วยญะมาอะฮฺ หรือคนเดียว แท้จริงได้มีรายงานที่ถูกต้องจากเศาะหีหฺมุสลิม ระบุว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม “ห้ามเจาะจงละหมาด (กิยาม) ในคืนวันศุกร์และถือศีลอดในกลางวันของมัน และหะดีษที่ระบุเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าว (การส่งเสริมให้เจาะจงละหมาดกิยามในคืนวันศุกร์และถือศีลอดในตอนกลางวัน) เป็นการโกหกและถูกอุปโลกน์ขึ้นมาโดยมติเอกฉันท์ของอุละมาอ์ ไม่เคยมีชนสะลัฟและบรรดาอิหม่ามแม้แต่คนเดียวที่กล่าวถึงสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อย”

(มัจญ์มูอ์อัลฟะตาวา เล่ม 23 หน้า 123)

          และยังมีอุละมาอ์อีกหลายท่านที่ยืนยันถึงการถูกอุปโลกน์ขึ้นมาของหะดีษนี้ อาทิ อิบนุลเญาซีย์ในหนังสือ อัลเมาฎูอาต, อัลหาฟิซ อบู อัลค็อตฏอบ, อบู ชามะฮฺ (ดู อัลบาอิษ อะลา อินการ อัลบิดะอฺ วัลหะวาดิษ หน้า 61, 67)

         เช่นเดียวกับการยืนยันถึงความเป็นอุตริกรรมของรูปแบบอิบาดะฮฺดังกล่าวโดย อิบนุลหาจญ์ (ดู อัลมัดค็อล เล่ม 1 หน้า 211) และอิบนุเราะญับ และท่านยังได้อ้างจากอบูอิสมาอีล อัลอันศอรีย์, อบูบะกัร อัลสัมอานีย์ และอบู อัลฟัฎล์ บิน นาศิร อีกด้วย (ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 228) และอุละมาอ์ท่านอื่นๆ (ดู บทนำหนังสือ มุสาญะละฮฺอัลอิซ บิน อับดุลสะลาม วะอิบนุอัลเศาะลาหฺ หน้า 7-8)

 

เราะฆออิบมีที่มาอย่างไร?

          อัลฏ็อรฏูสีย์ได้ชี้แจงถึงจุดเริ่มต้นของการอุปโลกน์ละหมาดประเภทนี้ว่า “อบูมุหัมมัด อัลมักดะสีย์ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า “พวกเราที่อาศัยอยู่ที่บัยตุลมักดิส ไม่เคยรู้จักละหมาดเราะฆออิบที่มีการละหมาดในเดือนเราะญับและชะอฺบานมาก่อนเลย และเริ่มแรกที่มีการอุตริละหมาดนี้ขึ้นมาที่เขตของเราเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 448 โดยมีชายชาวนาบุลูสคนหนึ่งเดินทางมาอาศัยอยู่กับพวกเราที่บัยตุลมักดิสแห่งนี้ เขาเป็นที่รู้จักในนามของอิบนุอบีอัลหัมรออ์ เขาเป็นคนที่อ่านอัลกุรอานเพราะ เขาได้ลุกขึ้นละหมาดที่มัสยิดอัลอักศอในคืนกลางเดือนชะอฺบาน (คืนนิศฟุชะอฺบาน)...” จนกระทั่งท่านกล่าวว่า “ส่วนละหมาด (เราะฆออิบในเดือน) เราะญับนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นที่เขตของเราบัยตุลมักดิส นอกจากหลังจากปี ฮ.ศ. 480 ไปแล้ว และเราไม่เคยพบเห็นละหมาดนี้มาก่อนและไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วย”

(อัลบาอิษ อะลา อินการ อัลหะวาดิษ วัลบิดะอฺ หน้า 103)

 

ละหมาดเราะฆออิบเพื่อเอาใจชาวบ้าน

         อิหม่ามอบูชามะฮฺกล่าวว่า “มีอิหม่ามไม่รู้กี่คนได้กล่าว (แก้ตัว) ต่อ (หน้า) ข้าพเจ้าว่า “พวกเขาไม่ได้ละหมาดเราะฆออิบ นอกจากเพื่อรักษาจิตใจของชาวบ้าน และเพื่อให้พวกเขายึดมั่นกับมัสยิด กลัวว่าพวกเขาจะหนีเตลิดและถอนตัวออกห่าง!”

         การกระทำของพวกเขาเช่นนี้ เป็นการเข้าละหมาดด้วยเจตนาที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการพยายามยืนต่อหน้าอัลลอฮฺ (ด้วยความไม่บริสุทธิ์ใจ) และถ้าไม่มีสิ่งอื่นในอุตริกรรมนี้ นอกจากการกระทำเช่นนี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว และทุกๆคนที่สบายใจ (ไม่รู้สึกเดือดร้อน) กับละหมาดนี้ หรือเห็นดีเห็นงามกับมัน ถือว่าเขาเป็นต้นเหตุของการทำอุตริกรรมนี้ด้วย เป็นผู้ที่หลอกลวงชาวบ้านต่อสิ่งที่พวกเขากำลังเชื่อถืออยู่เกี่ยวกับการละหมาดดังกล่าว (เพราะไม่ยอมชี้แจงข้อเท็จจริงให้พวกเขาทราบ) และถือว่า การนิ่งเฉยและเห็นดีเห็นงามของเขาต่อละหมาดดังกล่าวเป็นการโกหกต่อบัญญัติอิสลามอีกด้วย ถ้าหากว่าชาวบ้านเหล่านั้นได้รับการชี้แจง และสอนสั่ง (ให้รู้จักถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับละหมาดดังกล่าว อย่างค่อยเป็นค่อยไป) จากปีหนึ่งไปสู่อีกปีหนึ่ง แน่นอนอย่างยิ่งว่าชาวบ้านเหล่านั้นต้องละทิ้งและยกเลิกการกระทำนั้น แต่ (ถ้าทำเช่นนั้น) ตำแหน่งความเป็นผู้นำของบรรดาผู้ที่ชอบกระทำอุตริกรรมและชอบฟื้นฟูมันก็จะล่มสลาย วัลลอฮุลมุวัฟฟิก

          เมื่อก่อน บรรดาแกนนำชาวคัมภีร์ไม่ยอมเข้ารับอิสลาม เพราะกลัวว่าตำแหน่งทางสังคมของเขาจะล่มสลาย อัลลอฮฺได้ตรัสเกี่ยวกับจุดยืนของพวกเขาว่า

فَوَيْلٌ لِّلَّذِينَ يَكْتُبُونَ الْكِتَابَ بِأَيْدِيهِمْ ثُمَّ يَقُولُونَ هَـذَا مِنْ عِندِ اللهِ لِيَشْتَرُواْ بِهِ ثَمَناً قَلِيلاً فَوَيْلٌ لَّهُم مِّمَّا كَتَبَتْ أَيْدِيهِمْ وَوَيْلٌ لَّهُمْ مِّمَّا يَكْسِبُونَ

“ดังนั้น ความวิบัติจงมีแด่ผู้เขียนคัมภีร์ด้วยมือของพวกเขาแล้วกล่าวว่า นี่คือสิ่งที่มาจากอัลลอฮฺ

ทั้งนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้รับสิ่งแลกเปลี่ยนบางอย่าง(ตำแหน่งและยศศักดิ์ทางสังคม)ที่มีราคาเพียงเล็กน้อย

ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาเขียนด้วยมือของพวกเขาจะนำความวิบัติมาสู่พวกเขา และสิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นก็นำพาพวกเขาไปสู่ความหายนะ”

  ( อัลบะเกาะเราะฮฺ 79 และดู อัลบาอิษ อะลา อินการ อัลบิดะอฺ วัลหะวาดิษ หน้า(105)

 

เหตุการณ์อิสรออ์และมิอฺรอจญ์

         มุอฺญิซาตหรือสิ่งอัศจรรย์อันยิ่งใหญ่ที่ได้เกิดขึ้นกับท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมคือเหตุการณ์อิสรออ์ที่ท่านนบี  ได้ถูกพาเดินทางไกลในค่ำคืนหนึ่งจากมัสยิดอัลหะรอมสู่มัสยิดอัลอักศอแล้วพาท่านเดินทางมิอฺรอจญ์ขึ้นสู่ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและชั้นที่สูงกว่านั้น

          จากเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ทำให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในคืนที่ 27 ของเดือนเราะญับอย่างแพร่หลายไปเกือบทั่วโลก แต่แท้ที่จริงแล้วไม่มีรายงานที่ถูกต้องเลยที่ระบุว่า คืนที่เกิดเหตุการณ์อิสรออ์และมิอฺรอจญ์นั้นคือคืนที่ 27 ของเดือนเราะญับ

อิบนุหะญัรได้อ้างคำพูดของอิบนุดิหฺยะฮฺว่า “นักเล่าเรื่องบางคนได้เล่าว่าเหตุการณ์อิสรออ์นั้นเกิดขึ้นในเดือนเราะญับ”

แล้วท่านก็กล่าว (คัดค้าน) ว่า “คำพูดดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่โกหก (ไม่เป็นความจริง)”  (ตับยีนอัลอุญับ หน้า 6)

         อิบนุเราะญับกล่าวว่า “มีการรายงาน (เกี่ยวกับคืนที่เกิดเหตุการณ์อิสรออ์) ด้วยสายรายงานที่ไม่ถูกต้อง จากอัลกอสิม บิน มุหัมมัด ว่า “การเดินทางกลางคืน (อิสรออ์) ของท่านนบี นั้นเกิดขึ้นในวันที่ 27 ของเดือนเราะญับ และอิบรอฮีม อัลหัรบีย์ และอุละมาอ์ท่านอื่นๆได้ปฏิเสธและไม่ยอมรับ”

(ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 233)

          อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “ไม่มีหลักฐานที่ระบุอย่างแน่ชัด เกี่ยวกับเดือน และวัน (ที่เกิดเหตุการณ์อิสรออ์) รายงานต่างๆที่ถูกเล่าเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวล้วนเป็นรายงานที่ขาดตอนและขัดแย้งกัน (อย่างสิ้นเชิง) ไม่มีรายงานใดเลยที่สามารถนำมายืนยันและชี้ขาดได้”

(ซาดุลมะอาด เล่ม 1 หน้า 275)

          อิบนุหะญัรได้กล่าวถึงทัศนะต่างๆที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวันที่เกิดเหตุการณ์อิสรออ์ และชี้แจงว่า “บางคนกล่าวว่ามันเกิดขึ้นในเดือนเราะญับ บางคนกล่าวว่าเกิดขึ้นในเดือนเราะบีอุลษานีย์ และบางคนกล่าวว่าเกิดขึ้นในเดือนรอมฎอน หรือเชาวาล (ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 7 หน้า 242-243) และข้อเท็จจริงของเรื่องนี้เป็นอย่างที่อิบนุตัยมิยะฮฺได้กล่าวไว้

          และถึงแม้ว่าจะมีรายงานที่ถูกต้องและมีน้ำหนักที่ระบุถึงวันที่เกิดเหตุการณ์อิสรออ์และมิอฺรอจญ์ ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดยึดวันนั้น (เพื่อปฏิบัติศาสนกิจหรือทำการเฉลิมฉลองเป็นการเฉพาะ) เพราะไม่มีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี  หรือจากบรรดาเศาะหาบะฮฺท่านใด หรือบรรดาตาบิอีนว่า พวกเขาเคยยึดถือว่าคืนที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคืนที่มีความเหลื่อมล้ำกว่าคืนอื่นๆ (ในด้านของความประเสริฐการทำอิบาดะฮฺ) นับประสาอะไรกับการร่วมทำการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสดังกล่าว ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงอุตริกรรมบางอย่าง หรือสิ่งเลวทรามต่างๆที่สอดแทรกอยู่ในงานเฉลิมฉลองดังกล่าว ดังที่อิบนุ อัลนะหาส (ตันบีฮฺ อัลฆอฟิลีน หน้า 497), อิบนุ อัลหาจญ์ (อัลมัดค็อล เล่ม 1/211-212) และอาลี มะหฺฟูซฺ (อัลอิบดาอฺ หน้า 272) ได้กล่าวไว้

 

เชือดสัตว์ในเดือนเราะญับ “อะตีเราะฮฺ”

          การเชือดสัตว์โดยทั่วไปในเดือนเราะญับไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามแต่อย่างใด เหมือนกับการเชือดสัตว์ทั่วๆไปในเดือนอื่นๆ แต่ปัญหาคือชาวญาฮิลิยะฮฺในสมัยก่อนอิสลามได้มีการเชือดประเภทหนึ่งซึ่งพวกเขาเรียกว่า “อัลอะตีเราะฮฺ” นั่นคือการเชือดสัตว์หรือแพะเพื่อเป็นของขวัญหรือเลี้ยงอาหารให้แก่สมาชิกในครอบครัวในเดือนเราะญับ โดยเฉพาะในช่วง 10 วันแรกของเดือน และมักจะเรียกอีกชื่อว่า “เราะญะบิยะฮฺ” หมายถึงสัตว์ที่ถูกเชือดในเดือนเราะญับ

          บรรดาอุละมาอ์มีทัศนะที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับหุกมดังกล่าว -ในกรณีที่ปลอดจากสิ่งที่นำไปสู่การชิริกต่ออัลลอฮฺ- ว่าอิสลามส่งเสริมให้กระทำหรือไม่ ?

     - อุละมาอ์ส่วนใหญ่ (หะนะฟีย์ มาลิกีย์ และหันบะลีย์) มีทัศนะว่า อิสลามได้ยกเลิกการกระทำดังกล่าวแล้ว ดังนั้นจึงไม่ส่งเสริมให้กระทำ (ดู อัลมัจญ์มูอ์ เล่ม 8 หน้า 446, ชัรหิเศาะหีหฺมุสลิม เล่ม 13 หน้า 137, อัลอิอฺติบาร ฟี อัลนาสิค วัลมันสูค มิน อัลอาษาร หน้า 158-160)

โดยอ้างหลักฐานจากหะดีษของอบูฮุร็อยเราะฮฺ ท่านนบี  กล่าวว่า

لاَ فَرَعَ وَلاَ عَتِيْرَةَ

“ไม่มีการเชือดฟะเราะอฺ

(การเชือดลูกสัตว์ท้องแรกหลังจากที่คลอดออกมา เพื่อบูชาแก่บรรดาเจว็ด หรือเพื่อหวังความบะเราะกะฮฺที่จะได้จากแม่พันธ์ในอนาคต)

 และไม่มีการเชือดอะตีเราะฮฺ”

(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ เลขที่ 5473 และมุสลิม เลขที่ 1976)

     - และอุละมาอ์อีกกลุ่มหนึ่ง อาทิ อิบนุสีรีน และชาฟิอีย์ มีทัศนะว่าส่งเสริมให้กระทำ (อัลมัจญ์มูอฺ เล่ม 8 หน้า 445-446)

         โดยอ้างหลักฐานจากหลายๆหะดีษที่บ่งชี้ว่าอนุญาตและส่งเสริมให้ปฏิบัติ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นหะดีษที่เศาะหีหฺเช่นกัน (ดู 1.หะดีษมิคนัฟ บิน สุลัยม์ อัลฆอมิดีย์ บันทึกโดยอบูดาวูด เลขที่ 2788, อัตติรมิซีย์ เลขที่ 1523, อันนะสาอีย์ เล่ม 7 หน้า 167, อิบนุมาญะฮฺ เลขที่ 3125, ดูเศาะหีหฺอิบนุมาญะฮฺ ของอัลอัลบานีย์ เลขที่ 2533, 2.หะดีษนุบัยชะฮฺ บิน อัมรู บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 2830, อันนะสาอีย์ เล่ม 7 หน้า 169-170, อิบนุมาญะฮฺ เลขที่ 2565, ดู เศาะหีหฺอิบนุมาญะฮฺ ของอัลบานีย์ เลขที่ 2565, และอื่นๆ)

         และให้คำตอบต่อหะดีษอบูฮุร็อยเราะฮฺที่เป็นหลักฐานของญุมฮูรว่า “สิ่งต้องห้ามในหะดีษข้างต้นคือห้ามไม่ให้ปฏิบัติเสมือนกับชาวญะฮีลิยะฮฺซึ่งพวกเขาจะเชือดสัตว์เพื่อบูชาอื่นจากอัลลอฮฺ หรือเป็นการปฏิเสธความเป็นวาญิบเท่านั้น ไม่ได้เป็นการยกเลิกเสียทีเดียว” (ดู ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 227, ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 9 หน้า 512)

 

          ส่วนญุมฮูรก็ให้คำตอบต่อหลักฐานที่ฝ่ายที่สองอ้างไว้ว่า หะดีษอบูฮุร็อยเราะฮฺมีน้ำหนักด้านความถูกต้องและมั่นคงมากกว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยึดปฏิบัติตามนั้นมากว่าหะดีษที่มีน้ำหนักน้อยกว่า และมีอุละมาอ์หลายท่านที่ยืนยันว่า หลักฐานที่ฝ่ายที่สองอ้างมานั้นถูกนยกเลิกด้วยหะดีษอบูฮุร็อยเราะฮฺ อาทิ อิบนุลมุนซิร เป็นต้น เพราะอบูฮุร็อยเราะฮฺเข้ารับอิสลามทีหลัง ส่วนหะดีษที่อนุญาตนั้นเกิดขึ้นช่วงแรกของอิสลาม หลังจากนั้นก็ถูกยกเลิกไป” (ดู ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 227 และอัลอิอฺติบาร หน้า 388-390)

 

         อัลหะสันกล่าวว่า “อะติเราะฮฺไม่มีในอิสลาม แต่ทว่า อะติเราะฮฺนั้นเคยเกิดขึ้นในสมัยญะฮิลิยะฮฺ พวกเขาบางคนจะถือศีลอดแล้วก็เชือดสัตว์อะติเราะฮฺ” (ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 227)

 

          อิบนุเราะญับกล่าวว่า “และยังมีสิ่งที่ถูกปฏิบัติคล้ายกับการเชือดอะติเราะฮฺในช่วงเดือนเราะญับ อาทิ ยึด (วันใดวันหนึ่งของเดือนเราะญับ) เป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง เช่นมีการทานของหวาน และอื่นๆ และได้มีรายงานจากอิบนุอับบาสว่า ท่านไม่ชอบให้มีการยึด(วันใดวันหนึ่งใน) เดือนเราะญับเป็นเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง” (ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 227)

 

         สรุป คือ ควรหลีกเลี่ยงการเชือดสัตว์เพื่อเลี้ยงครอบครัวในเดือนเราะญับที่เรียกว่าอะติเราะฮฺเป็นการดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงจากชุบฮาต เพราะจะอย่างไรก็ตาม การเชือดสัตว์ตามปกติทั่วไปก็ยังคงสามารถทำได้อยู่ วัลลอฮุอะอฺลัม

         นุบัยชะฮฺ บิน อัมรูเล่าว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวแก่ท่านนบี ว่า “โอ้ท่านรสูลุลลอฮฺ  เมื่อสมัยญาฮิลิยะฮฺ พวกเราเคยเชือดอะติเราะฮฺ –ในเดือนเราะญับ-”

ท่านตอบว่า

اِذْبَحُوْا للهِ فِي أَيِّ شَهْرٍ كَانَ وَبِرُّوْا اللهَ وَأَطْعِمُوْا

 “พวกท่านจงเชือดเพื่ออัลลอฮฺในเดือนใดก็ได้ (แต่อย่าเจาะจงเชือดในเดือนเราะญับ*)

และจงปฏิบัติดีต่ออัลลอฮฺ (จงอย่าตั้งภาคีย์ต่อพระองค์) และจงเลี้ยงอาหาร (แก่สมาชิกในครอบครัว)”

(บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 2830, อันนะสาอีย์ เล่ม 7 หน้า 169-170, อิบนุมาญะฮฺ เลขที่ 2565, ดู เศาะหีหฺอิบนุมาญะฮฺ ของอัลบานีย์ เลขที่ 2565) วัลลอฮุอะอฺลัม

 

ถือศีลอดหรืออิอฺติกาฟในเดือนเราะญับ 

         อิบนุเราะญับกล่าวว่า “ไม่มีรายงานที่ถูกต้องเกี่ยวกับความประเสริฐของการเจาะจงถือศีลอดในเดือนเราะญับจากท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเลย และไม่มีรายงานจากบรรดาเศาะหาบะฮฺอีกเช่นกัน”

 (ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 228)

            อิบนุตัยมิยะฮฺกล่าวว่า “ส่วนการเจาะจงถือศีลอดในเดือนเราะญับ หะดีษต่างๆที่รายงานเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวล้วนเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟ และเมาฎูอฺ บรรดานักวิชาการไม่ยึดถือหะดีษเหล่านั้นเลย ซึ่งมันไม่ใช่หะดีษที่อยู่ในประเภทของเฎาะอีฟที่มีการอนุโลมให้ทำการรายงานในเรื่องของฟะฎออิล แต่ทว่า โดยรวมแล้วล้วนเป็นหะดีษที่เมาฎูอฺและถูกอุปโลกน์ขึ้นมาทั้งสิ้น...แท้จริงอิบนุมาญะฮฺได้รายงานจากอิบนุอับบาสในสุนันของท่านว่า “ท่านนบี  ได้ห้ามไม่ให้ถือศีลอดในเดือนเราะะญับ” แต่จำเป็นต้องพิจารณาสายรายงาน (สายรายงานอ่อน) แต่มีสายรายงานที่ถูกต้องว่า อุมัร บิน อัลค็อตฏอบเคยตีมือผู้คนเพื่อให้วางมือลงบนอาหาร (ให้ทานอาหาร) ในเดือนเราะญับ และกล่าวว่า “พวกเจ้าจงอย่าทำให้เหมือนกับเดือนรอมฎอน”...

          ส่วนการเจาะจงเดือนเราะญับเพื่ออิอฺติกาฟในสามเดือน : เราะญับ เชาวาล และรอมฎอน ข้าพเจ้าไม่ทราบ (ว่ามีรายงาน) เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ถ้าผู้ใดที่ถือศีลอดตามบัญญัติศาสนาและประสงค์จะทำการอิอฺติกาฟควบคู่กันไป ก็เป็นการกระทำที่อนุญาตอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าทำการอิอฺติกาฟโดยปราศจากการถือศีลอด ในกรณีนี้นักวิชาการมีความเห็นอยู่สองทัศนะ...”

(มัจญ์มูอฺอัลฟะตาวา เล่ม 25 หน้า 290-292)

          การที่ไม่มีรายงานเฉพาะเกี่ยวกับความประเสริฐของการถือศีลอดเดือนเราะญับ ไม่ได้หมายความว่าไม่อนุญาตให้ถือศีลอดสุนัตในเดือนนี้ ดังที่มีรายงานทั่วไปมากมายที่ส่งเสริมให้ถือศีลอดสุนัตในทุกๆ เดือน (ยกเว้นรอมฎอน) อาทิ การถือศีลอดในวันจันทร์ พฤหัส สามวันต่อเดือน ถือศีลอด 1 วันและละ 1 วัน เป็นต้น แต่การถือศีลอดที่ถือว่าไม่เป็นที่ส่งเสริมและน่ารังเกียจ ตามที่อัลฏ็อรฏูสีย์ได้กล่าวไว้ (อัลบาอิษ อะลา อินการ อัลหะวาดิษ วัลบิดะอฺ หน้า 110-111 และดู อัลอุญับ หน้า 37-38) เมื่อมีการปฏิบัติหนึ่งในสามประเภทต่อไปนี้

1.    เจาะจงถือศีลอดในเดือนเราะญับของทุกๆปี จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการถือศีลอดวาญิบที่คล้ายกับการถือศีลอดของเดือนรอมฎอน

2.      มีความเชื่อว่าการถือศีลอดในเดือนเราะญับเป็นสุนนะฮฺที่ท่านนบีได้เจาะจงปฏิบัติเป็นประจำในเดือนนี้

3.    มีความเชื่อว่าการถือศีลอดในเดือนเราะญับมีผลบุญเฉพาะที่เหลื่อมล้ำกว่าการถือศีลอดในเดือนอื่นๆ ที่มีความประเสริฐคล้ายกับการถือศีลอดในวันอาชูรอ เป็นต้น

 

ทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะญับ

          บางคนมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะญับ เพราะเชื่อว่าทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะญับนี้จะมีความเหลื่อมล้ำกว่าและมีผลบุญมากกว่าการทำอุมเราะฮฺในเดือนอื่นๆ ซึ่งความจริงแล้วความเชื่อดังกล่าวไม่มีที่มาเลยแม้แต่นิด

มีรายงานจากอิบนุอุมัร ท่านกล่าวว่า “ท่านรสูลุลลอฮฺ ได้ทำอุมเราะฮฺทั้งสิ้นจำนวน 4 ครั้ง หนึ่งในจำนวนนั้นท่านทำในเดือนเราะญับ”

อาอิชะฮฺจึงกล่าวแย้งว่า

“ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาแก่อบูอับดุลเราะหฺมาน (หมายถึงอิบนุ อุมัร)

ท่านนบีไม่เคยทำอุมเราะฮฺนอกจากว่าเขาจะร่วมเป็นสักขีพยานด้วย และท่านนบีก็ไม่เคยทำอุมเราะฮฺในเดือนเราะญับเลย”

  (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ เลขที่ 1776)

          อิบนุ อัลอัตฏอรกล่าวว่า “ส่วนหนึ่งของข่าวที่มาถึงข้าพเจ้าเกี่ยวกับชาวมักกะฮฺ คือการชอบทำอุมเราะฮฺหลายๆครั้งในเดือนเราะญับ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบเลยว่ามีที่มาของมัน” (อัลมุสาญะละฮฺ บัยนะ อัลอิซฺ วะอิบนุ อัลเศาะลาหฺ หน้า 56 และดูฟะตาวาเชค มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม เล่ม 6 หน้า 131)

          เชคบินบาซระบุว่า เวลาที่ประเสริฐที่สุดสำหรับทำอุมเราะฮฺคืออุมเราะฮฺในเดือนรอมฎอน เพราะท่านนบี  กล่าวว่า “ทำอุมเราะฮฺในเดือนรอมฎอนมีผลบุญเท่ากับการทำหัจญ์หนึ่งครั้ง” รองลงมาคืออุมเราะฮฺในเดือนซุลเกาะดะฮฺ เพราะอุมเราะฮฺของท่านนบี  ทั้งหมดเกิดขึ้นในเดือนซุลเกาะดะฮฺ และแท้จริงอัลลอฮฺทรงตรัสว่า

لَقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُوْلِ اللهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ

“แท้จริงในตัวของท่านรสูลุลลอฮฺนั้นเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับพวกเจ้า”

  (อัลอะหฺซาบ อายะฮฺที่ 21, ดูฟะตาวาอิสลามิยะฮฺ รวบรวมโดย มุหัมมัด สัยยิด เล่ม 2 หน้า 303-304)

ออกซะกาตในเดือนเราะญับ

          มุสลิมในบางประเทศชอบรอออกซะกาตในเดือนเราะญับ อิบนุเราะญับกล่าวว่า “การกระทำดังกล่าวไม่มีที่มาจากสุนนะฮฺเลย และไม่เคยทราบว่ามีสะลัฟท่านใดเคยปฏิบัติ...แต่โดยรวมแล้ว การออกซะกาตจะเป็นวาญิบเมื่อครบรอบปีของนิศอบมัน ดังนั้นแต่ละคนจะมีรอบปีเฉพาะของเขาตามวันเวลาที่เขาได้ครอบครองนิศอบของทรัพย์สิน และเมื่อใดที่ครบรอบปีของนิสอบ เขาก็จำเป็นต้องออกซะกาตทันทีไม่ว่าจะอยู่ในเดือนใดก็ตาม”

          หลังจากนั้นท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่า อนุญาตให้ออกซะกาตก่อนถึงกำหนดเวลาของรอบปี เพื่อฉวยโอกาสออกซะกาตในเวลาที่ประเสิรฐกว่า เช่นเดือนรอมฎอน เป็นต้น หรือเพื่อฉวยโอกาสให้บริจาคทานแก่บุคคลที่เขาพบว่าจะไม่พบบุคคลที่มีความจำเป็นเช่นเขาอีกแล้วเมื่อครบเวลารอบปี เป็นต้น”

(ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 231-232)

          อิบนุ อัลอัตฏอรกล่าวว่า “และสิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันชอบปฏิบัติในปัจจุบันนี้ ด้วยการเจาะจงออกซะกาตทรัพย์สินของพวกเขาในเดือนเราะญับเพียงเดือนเดียว เป็นการกระทำที่ไม่มีที่มาเลย แต่ทว่า บัญญัติศาสนาระบุว่า วาญิบต้องออกซะกาตทรัพย์สินเมื่อครบรอบปีด้วยเงื่อนไขของมัน ไม่ว่าจะตรงกับเดือนเราะญับหรือเดือนอื่นๆก็ตาม”

 (อัลมุสาญะละฮฺ บัยนะ อัลอิซฺ วะอิบนุ อัลเศาะลาหฺ หน้า 55)

 

ไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดๆเกิดขึ้นในเดือนเราะญับ

          อิบนุเราะญับกล่าวว่า “ได้มีรายงานว่า มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในเดือนเราะญับ แต่ไม่มีรายงานใดที่ถูกต้องหรือน่าเชื่อถือเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าวเลย เช่น มีรายงานว่า ท่านนบีถือกำเนิดในคืนแรกของเดือนเราะญับ ท่านนบีได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบีในวันที่ 27 ของเดือนเราะญับ และบางรายงานระบุว่า ถูกแต่งตั้งในวันที่ 25 ของเดือน แต่ก็ไม่มีรายงานใดที่มีน้ำหนักและถูกต้อง...”

(ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 233)

 

 

ผู้แปล : อุษมาน อิดรีส / Islam House